นับเป็นบุญกุศลอย่างสูงที่นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ และบุคคลากรศูนย์เวชศาสตร์บูรณาการ คลินิกเวชกรรมหมอรุ่งเรือง ได้มีโอกาสดูแลรักษาหลวงปู่ท่อน (พระราชญาณวิสุทธิโสภณ วัดศรีอภัยวัน จังหวัดเลย) และได้รับการอบรมสั่งสอนธรรมะจากท่าน

               "บันทีกธรรมจากหลวงปู่" เป็นข้อธรรมที่ทรงคุณค่าของพระเดชพระคุณ พระราชญาณวิสุทธิโสภณ (หลวงปู่ท่อน ญาณธโร) ที่แสดงไว้ในโอกาสต่างๆ ได้รวบรวมมาเป็นหนังสือเพื่อเป็นการถวายมุทิตาสักการะและเพื่อเป็นอนุสรณ์ เนื่องในงานอายุวัฒนมงคลครบ ๘๐ ปี ของพระราชญาณวิสุทธิโสภณ ในวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๑

               โอกาสนี้ ศูนย์เวชศาสตร์บูรณาการ คลินิกเวชกรรมหมอรุ่งเรือง ได้รับความกรุณาให้เป็นอีกแรงในการเผยแพร่ธรรมะของหลวงปู่ ขออนุโมทนาในกุศลเจตนาของผู้มีจิตศรัทธาบริจาคทรัพย์และที่มีส่วนร่วมทุ่มเท แรงกายแรงใจ ดำเนินการในส่วนต่างๆ จนหนังสือ "บันทึกธรรมจากหลวงปู่"สำเร็จมาอำนวยประโยชน์แก่ท่านผู้อ่าน และได้เป็นบทความอยู่ ณ ที่นี้

               ขออำนาจบารมีธรรมหลวงปู่ ได้นำให้ ทุกท่านพบแสงสว่างแห่งธรรมส่องนำทางชีวิตไปสู่ความวิมุตติหลุดพ้นด้วยกันทุกท่าน เทอญ

 

หลวงปู่ผู้ให้

พระราชญาณวิสุทธิโสภณ (หลวงปู่ท่อนญาณธโร)


เกิดเมื่อวันเพ็ญเดือน ๖ ตรงกับวันอังคารที่ ๓ พฤษภาคม ๒๔๗๑ ที่ บ.หินขาว ต.สาวัตถีจ.ขอนแก่น นามเดิมท่อน ประเสริฐพงษ์
เป็นบุตรคุณแม่ทา คุณพ่อแจ่ม ประเสริฐพงษ์ เป็นบุตรคนที่ ๖ มีพี่น้องรวม ๑๙ คน หลวงปู่บวชเมื่ออายุ ๒๑ ปีที่วัดศรีจันทราวาส มีหลวงปู่คำดี ปภาโส วัดป่าชัยวันเป็นพระอาจารย์สอนวิปัสนากรรมฐานให้แก่หลวงปู่นำเข้าป่าและถ้ำต่างๆ เพื่อปฏิบัติธรรมหลายต่อหลายปี

หลวงปู่ได้ช่วยหลวงปู่คำดีสร้างวัดถ้ำผาปู่จวบจนหลวงปู่คำดีมรณภาพ ปี ๒๕๐๐ ญาติโยมนิมนต์ให้หลวงปู่ท่อนไปอยู่ที่ป่าช้านาโป่ง จ.เลย หลวงปู่และญาติโยมได้ร่วมกันก่อสร้างวัดศรีอภัยวันขึ้น ณ ป่าช้านาโป่งแห่งนั้น ในเนื้อที่ประมาณ ๔๐ ไร่เศษ ภายหลังได้ขยายเพิ่มเป็น ๖๐ ไร่เศษ

หลวงปู่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ ที่พระญาณทีปาจารย์ เมื่อ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๓๕ และที่พระราชญาณวิสุทธิโสภณ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ หลวงปู่เป็นผู้มีเมตตาธรรมสูงยิ่ง ใครได้อยู่ใกล้หลวงปู่ จะรู้สึกฉ่ำเย็นเป็นสุขสงบตามจริยวัตรที่งดงามของหลวงปู่ มีอารมณ์ดีอยู่เป็นนิจ เมตตาต่อทุกสรรพสิ่งเสมอกัน

เมตตาที่จะโปรดญาติโยมโดยไม่คำนึงถึงองค์หลวงปู่เองว่าจะลำบากลำบนทุกข์เข็ญเช่นไร เป็นหลวงปู่ผู้มีแต่ให้โดยแท้
ลูกศิษย์ของหลวงปู่รู้ดีว่า “ญาณวิสุทธิโสภณ” ของหลวงปู่นั้นเด่นชัดประจักษ์ใจประจักษ์ตาเพียงใด ธรรมะจากหลวงปู่จึงบริสุทธิ์และทรงคุณค่าสูงยิ่ง บันทึกธรรมะจากหลวงปู่เล่มนี้ จึงมีคุณูปการเป็นอเนกอนันต์ต่อผู้ใฝ่ประพฤติ ปฏิบัติธรรม ตามรอยสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยคำสอนของหลวงปู่ผู้เป็นที่รักและเคารพยิ่งของเรา



บันทึกธรรมจากหลวงปู่

�� พ่อแม่ท่านมีเมตตาให้แก่เรา เราจึงได้เกิดได้เติบโต ในตอนที่แม่อุ้มท้องเรา ๙ เดือนแม่ต้องลำบากขนาดไหน จะกินอะไรก็ระวัง แม้ของที่แม่ชอบ ถ้ากินแล้วจะไม่ดีต่อลูก แม่ก็อดใจไม่กิน เวลาจะทำอะไรก็ลำบากทรมาน แต่แม่ไม่เคยบ่น ยิ่งเวลาคลอด แม่ลำบากขนาดไหน แม่เจ็บปวดรวดร้าวขนาดไหน แม่เสียเลือดเสียกำลังไปขนาดไหน แม่สลบไสลกี่ครั้ง แม้ปานนี้แม่ก็ยังไม่โกรธลูกเลยที่ทำให้แม่ต้องเจ็บปวดรวดร้าวขนาดนี้ ขอเพียงให้ลูกของแม่ปลอดภัยก็พอแล้ว ลูกงอแงเวลาไหนมือแม่ถึงสายเปลเวลานั้น คอยไกวเปลเห่กล่อมจนลูกแม่หลับ ถึงทาเล็บสวยๆ ถ้าลูกแม่อึออกมาแม่ก็ลุยเลยไม่มีรังเกียจของๆ ลูก ไม่ว่าน้ำมูกน้ำลายแม่ก็เช็ดเอางมเอา บางทีใช้ปากดูดน้ำมูกให้ลูกก็มีพ่อกับแม่ท่านช่วยกันดูแลฟูมฟักรักษา ริ้นไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม เพราะท่านรักท่านเมตตาเราอย่างสุดหัวใจ ดั่งพระราชนิพนธ์ที่ล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๖ทรงประพันธ์ไว้ว่า

อันความกรุณาปรานี
จะมีใครบังคับก็หาไม่
หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ
จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน

บุญคุณของพ่อของแม่มีให้กับเรามากมายมหาศาลขนาดนี้ เราผู้เป็นลูกจะเนรคุณท่านได้หรือ ให้รู้จักคุณของพ่อแม่แล้วกตัญญูตอบแทนพระคุณท่าน

�� หลวงปู่ได้เลื่อนสมณศักดิ์ ญาติโยมพากันตื่นเต้นดีใจ หลวงปู่เมตตาให้สติ “เลื่อนชั้นก็เหมือนเก่านั้นแหละ คนก็คนเดิม กิเลสก็ยังเหมือนเดิม ไม่ได้ลดไปด้วยเลย ถ้าเห่อเหิม กิเลสมันจะยิ่งเจริญขึ้นไปอีกไม่น้อยไปเบาไปได้เลย เมายศหมดสง่าเมาสุราหมดสำคัญ เมาพนันหมดตัวเมาผัวลืมพ่อ เมาเมียลืมแม่ เมาวัยลืมแก่ เมากระแช่ลืมกัญชา เป็นเพียงแค่สมมติกันขึ้น เพื่อช่วยกันทำงานให้พระศาสนาเท่านั้นแหละ”

�� คำพูดที่ไม่ได้พิจารณาก็ย่อมกระทบกระเทือนผู้อื่น ให้พิจารณากลั่นกรองให้ดีเสียก่อนจึงค่อยพูด

�� เวลาที่หลวงปู่ท่านกลับมาวัด หลังจากไปกิจนิมนต์นานๆ ท่านมักจะดูอ่อนแรงเสมอพระรูปหนึ่งกราบเรียนถามท่านว่า หลวงปู่ไม่เหนื่อยหรือครับที่อายุตั้งขนาดนี้แล้ว (๘๐ปี) ยังต้องไปกิจนิมนต์นานๆ ตลอดหลวงปู่เมตตาตอบว่าเหนื่อยก็ส่วนเหนื่อยใจก็ส่วนใจสิ มันเหนื่อยพอกินข้าวแล้วพักผ่อนก็หาย นอนไปในรถก็ได้ แต่เราต้องไปโปรดญาติโยม ญาติโยมเพียงคนเดียวถ้าได้พบหลวงปู่แล้วโยมเขาหายทุกข์ก็คุ้มแล้ว

�� เราไม่คุย เราไม่นอกลู่นอกทาง รักษาความสงบไว้อย่างนั้น ไม่ต้องคุยโอ้อวดผู้ใดอย่าไปคุยโอ้อวดมันจะเสื่อม เสื่อมเลยมันไม่สงบอีกแล้ว ไม่ต้องคุยโอ้อวดผู้ใดไม่ต้องยกตนเทียมท่าน ไม่ต้องยกตนข่มท่าน โอ้อวดใครก็ไม่ใช่ มันรู้เรื่องอยู่มันรู้เรื่องราวอยู่อย่างนั้นๆ เราก็สบายของเรา ยิ้มอยู่แค่นั้น ใครจะว่าอะไรก็ยิ้ม จิตจะอยู่เหนือโลก เหนือธรรม ไม่หวั่นไหวกับโลกธรรมทั้งหลาย ขอให้ทำไปเถิดอย่าได้โอ้อวดตกใจ ดีใจ ภูมิใจ มันจะเป็นวิปลาส

�� นิพพานใจจะต้องเด็ดเดี่ยวมากนะ ต้องไม่ห่วงใคร จะต้องไปคนเดียว

�� การปฏิบัติธรรมนั้น นอกจากการตั้งสติแล้ว ไม่มีอย่างอื่นยิ่งไปกว่า ไม่ว่ายืน เดิน นั่ง นอน ก็มีสติระลึกได้ ถ้าเดินนึก เดินคิด นั่งนึก นั่งคิด นอนนึก นอนคิด ไม่ชื่อว่าปฏิบัติธรรม เขาเรียกกันว่าฟุ้งซ่านไปตามสัญญาอารมณ์ ถ้ามีสติระลึกได้ทุกเมื่อมีสัมปชัญญะประกอบด้วยยิ่งดีใหญ่เป็นการปฏิบัติธรรมโดยแท้

�� เกิดบังดับ โลกบังธรรม งามบังผี ดีบังจริง สมมติบังวิมุตติ หลักธรรมบังพระนิพพาน

�� แม้ภูเขาสูงแสนสูง หากบุคคลผู้มีความเพียรพยายามปีนป่ายขึ้นไปจนถึงยอด ภูเขาสูงแสนสูงก็ต้องอยู่ใต้ฝ่าตีนของคนผู้นั้น

�� การละบาปนั้น บาปมันมายังไง บาปมา ทางจิตใจ เกิดที่จิตใจ โลภ โกรธ หลง มันเป็นบาป ชำระบาปทั้งหลายได้ด้วยการปฏิบัติธรรม รักษาศีล ไม่ให้มันกำเริบ เสิบสาน ไม่ให้มันแก่กล้าขึ้น หากปล่อยไปตามอำนาจมัน ทำให้เดือดร้อนทำลายตัวเอง

�� กิเลสเป็นเหมือนสนิมเกาะกินใจมนุษย์อยู่ตลอดเวลา หากปล่อยให้มันเกาะกินจิตใจไม่รู้จักระวังรักษา ใจของเราย่อมหมดคุณภาพ เป็นใจเสื่อมโทรม กิเลส มันร้อน มันเป็นไฟ ต้องระวังอย่าลุอำนาจกิเลส อันจะทำให้กระทบกระเทือนผู้อื่นเขา

�� จิตหรดี คือ จิตที่เด็ดเดี่ยว ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวไปกับอะไร เป็นมงคลอย่างยิ่ง

�� หลวงปู่มักเตือนว่า คนดีชอบแก้ไข คนจัญไรชอบแก้ตัว คนชั่วชอบทำลาย คนมักง่ายชอบทิ้ง คนจริงชอบทำ
คนระยำชอบติ

�� อย่าส่งจิตออกนอก ส่งออกมันเป็นบ่วงแห่งมาร

�� อย่ากินของร้อน (ราคะ โทสะ โมหะ)
อย่านอนบนไฟ (โลภ โกรธ หลง)
ให้ไปอย่างแร้ง (ไม่ติด ไม่สะสม)
แสวงหาบริสุทธิ์ (ของที่ชอบธรรม)

�� อย่าไปรีบ ไปเร่ง อย่าไปเคร่ง ไปเครียด ให้ปฏิบัติไปเรื่อยๆ เวลาจะได้ มาเอง นั่นแหละ อย่าไปยึดมั่นในสิ่งใดๆ แม้
การปฏิบัติ

�� อย่าไปสนใจจิตของผู้อื่น จงสนใจจิตของตน

�� การประพฤติปฏิบัติตนของบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นภิกษุที่ยึดเหนี่ยวแนวทางของหลวงปู่ คือ มีน้อยใช้ตามน้อย มีมากเอาไว้สงเคราะห์ผู้ไม่มี อยู่ไปตามมีตามได้ พอใจในสิ่งที่มีอยู่ ไม่ขอใคร ยินดีกับความเพียรเพื่อหวังความพ้นทุกข์

�� อาหารบิณฑบาตประเสริฐกว่ารับนิมนต์หรือเขามาส่งตามวัด

�� หลวงปู่ไปเมตตาคนป่วยด้วยคำเตือนใจสั้นๆ ว่า รู้อยู่ที่ใจได้ไหม

�� ใครจะเป็นอย่างไรก็ยิ้ม ยืนยิ้มดูไปเฉยๆ

�� ปฏิบัติพอเริ่มรู้เริ่มเข้าใจ ให้ระวังตัวมานะทิฐิว่าคนอื่นดีไม่เท่าตัวเองหมดขาดความเคารพ แม้ภายนอกจะดูอ่อน
น้อมแต่จิตใจเย่อหยิ่ง มันเป็นจิตวิปลาสสัญญาวิปลาส

�� เราคนเดียวเที่ยวรัก เที่ยวโกรธหาโทษใส่ตัว

�� ให้มีสติอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม เอาจิตอยู่กับ ๔ อย่างนี้ให้ตลอดเวลา พิจารณาโดยแยบคาย พิจารณาอย่างนี้ ทำอยู่อย่างนี้จะสบาย เอาธรรมเป็นผู้ตัดสินเสมอๆ

�� ให้มีสติตามดูจิต เหมือนคนเดินบนถนนลื่นๆ ต้องระวังทุกก้าว ให้มีสติจดจ่อไม่วาง ดูจิตมันจะปรุงไปไหน จะคิดไปไหนจดจ่อดูมันก็ได้ แน่ๆ จะไปไหน ถ้ามันดื้อนัก ถ้ายังไป เราจะไม่นอนให้นะ

�� การมีสติรู้ตัวพร้อมจึงเรียกทำความเพียรไม่จำเป็นว่านั่งสมาธิ เดินจงกรมจึงเรียกทำความเพียร ถ้าไม่มีสติรู้ตัว ฟุ้งคิดไปเรื่อยก็ไม่เรียกทำความเพียร เมื่ออิริยาบถใดจะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน มีสติรู้ตัวพร้อม จึงเรียกว่าทำความเพียร

�� การแผ่เมตตาต้องแผ่เป็นอัปปมัญญาถ้ามีว่าคนนี้รัก ให้มากๆ คนไม่ชอบใจ ไม่ให้แสดงถึงความมีอคติ ต้องให้เท่าเทียมไม่เจาะจง ให้หมด ใจจึงเป็นกลาง ให้หมดแหละ แผ่เมตตาให้เต็มดวง พ่อแม่จะได้บุญน้อยลงไปไหม ไม่หรอก เหมือนพระอาทิตย์ส่องโลก มันก็สว่างไปหมดทั่วทุกมุมโลกทุกคนก็เห็นความสว่างเท่ากันหมด

�� (หลวงปู่เมตตาเล่าเรื่องนางปฏาจาราเถรี) ทุกข์ที่เกิดขึ้นกับเธอในครั้งนี้ใครทำ ไม่ใช่เธอทำเองหรือ เพราะความรัก ความยึดมั่นในสิ่งรัก จึงทำให้ทุกข์ มีรักที่ไหน มีทุกข์ที่นั่น

�� เมื่อเราเพียรเพ่งดูจิต ดูความคิด ความนึกของตัวตลอดไม่ยอมให้หลุดจากจิต แล้วเราจะเข้าใจสังขาร อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เองมันปรุงให้เราดีใจ เสียใจ ร้องไห้ หัวเราะโศกเศร้า มันปรุงเราได้ๆ

�� เวลาไหนเราไม่ปรุงไม่แต่งไปตามสังขารราคะ โทสะ โมหะ สังขารปรุงไม่ได้ เรียกนิพพานชั่วขณะ

�� มีสติแนบกับความรู้ ให้เป็นหนึ่งเดียวกันพิจารณาลมหายใจเป็นไตรลักษณ์ หรือพิจารณากายคตาสติ คือ พิจารณาร่างกายมองกระดูกเอามันจุดเดียวก็ได้ ไม่ต้องนึกต้องคิด มันจะแจ้งมันเอง เห็นหมดในร่างกายแจ้งในความไม่มีอะไรเป็นเรา มีแต่ของสกปรก เอาให้เห็นความโง่บรมโง่ของเราของมันเน่ามันเปื่อย มีแต่ของสกปรกเราหลงรักหลงยึด จนจะตายกับของไม่เที่ยงแถมไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา มีแต่ของโสโครกอีกอย่างทำให้ชำนาญในฌาน การเข้าการออก การดำรงในฌาน

�� ให้พิจารณาจนเห็นทุกข์ในโลก เห็นโทษของกาม

�� ที่ว่าว่างๆ นั้น คือมันว่างจากอารมณ์ ยินดี ยินร้าย แต่ความรู้ไม่ว่าง รู้ชัดทุกลมหายใจหายใจเข้าก็รู้ชัด หายใจออกก็รู้ชัด รู้อยู่ตลอดเวลา แต่ว่างจากอารมณ์ ยินดี ยินร้ายเหมือนดังชามที่ว่าง ไม่มีอะไรเลย

�� ให้มีความเมตตาปรารถนาดีกับสรรพสัตว์จริงๆ อย่างไม่มีประมาณ ไม่ว่าคนนั้นสัตว์นั้นจะดีกับเราแค่ไหนหรือร้ายกับเราขนาดไหนก็ให้เมตตาปรารถนาดีเท่าเทียมกันอย่าให้มีเลือกที่รักมักที่ชังแม้แต่น้อยให้เหมือนดังแม่เมตตาลูก ไม่คิดจะทำให้ทุกข์แม้แต่น้อย ทั้งกาย วาจา ใจ

�� รักษาจิตให้ดี มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่อยู่ของใจ

�� ให้สำรวมอินทรีย์ พิจารณาวิปัสสนาภูมิอริยสัจ ๔ มรรค ๘ คือ ทางเดิน

�� ตามดูอาการหลับให้ละเอียด มันค่อยๆหลับไปอย่างไร

�� เมื่อเกิดความปรุงแต่ง ก็ให้รู้ รู้แล้วพิจารณาตลอดสาย พิจารณาให้เกิดปัญญา รู้แล้วดับ

�� สมาธิ คือ สมาธิ ยังเป็นสมุทัย พอถอนให้พิจารณากาย เอาให้มันเบื่อหน่าย ไม่งั้นจะเกิดทิฐิว่าตัวได้ ตัวถึง เป็นวิปลาส

�� ให้ดูกระดูกอย่างเดียว ดูจุดเดียว อย่าไปพิจารณากาย ๓๒ งานมันมาก เอาอย่างเดียวเอามันให้แจ้ง มันก็คลายได้ เอามันอยู่อย่างนั้น จะเดินจงกรม ไม่เดินจงกรมพิจารณาให้เห็นว่า กายมันไม่ใช่เรา มันไม่ใช่ของเรา มันไม่มีอะไรเลยที่
น่ายึดมั่น มันแค่เครื่องอาศัยชั่วคราวเร่งทำให้มาก เอาให้จริง

�� พระรูปหนึ่งชมขาบาตรใหม่หลวงปู่ว่าสวยหลวงปู่ก้มลงไปถามขาบาตรอย่างอารมณ์ดี “สวยเหรอๆ ... ขาบาตรมันก็ไม่เห็นว่ามันสวย มันก็เฉยๆ อยู่”

�� รูปก็สักว่ารูป เสียงก็สักแต่ว่า อย่าไปยินดียินร้าย มีความรู้ชัดอยู่อย่างนั้น ให้ดูความรู้ให้ดีๆ จี้ลงไปๆ จะเกิดความมหัศจรรย์ ทำจิตตั้งมั่น ให้รู้ รู้อยู่อย่างเดียว ให้มีจิตดวงเดียว ให้มันใสแน๋วอยู่ดวงเดียวเท่านั้นรู้ว่าใสอยู่ตลอด ดังน้ำบนใบบัว กลมใสแน๋ว รู้อยู่อย่างนั้น

�� ผ้าจีวรให้เป็นผ้าขี้ริ้ว ผ้าราคาถูกแค่ไหนแพงหรือดีแค่ไหน กายมันก็ไม่รู้อะไรด้วยเอามาคลุมกาย กายมันก็เฉยๆ อยู่ไม่เห็นว่าอะไร มีแต่กิเลสมันไปยึดโน้นยึดนี้ ยึดสมมติทางโลก ต้องอย่างนั้นดี อย่างนี้ไม่ดี แล้วก็ทุกข์เอง

�� กิเลส (ราคะ โทสะ โมหะ) มันเกิดขึ้นทีหลังจิตเรา จิตจริงๆ มันบริสุทธิ์ กิเลสไม่ใช่จิตเรา มันมาปรุงมาแต่ง มันเกิดมาทีหลัง เราจะยอมให้มันมาเป็นใหญ่กว่าจิตเราได้อย่างไร มันมาทำฟอร์มเป็นเพื่อนเรา เพื่อนกินเพื่อนกันเพื่อนรู้ไม่ทันเพื่อนกัน เอาไปกิน รู้ทันมันเอาครึ่ง รู้ไม่ถึงมันเอาหมด ให้รู้ทันมัน เมื่อมันเกิดให้รู้ให้ทันเมื่อเขาด่าเรา ทำเราโกรธ จริงๆ มันก็ตัวเขาไม่ใช่เรา จิตเรายังเป็นหนึ่ง ยังนิ่งเป็นหนึ่งดังกับเขาตบมือข้างเดียว เราไม่เอามือไปรับมันก็ไม่ดัง มันก็ไม่ถึงเรา กิเลสมันไม่ใช่เรามันไม่ใช่ของเรา มันเกิดขึ้นไม่นานมันก็ดับ เราเคยโกรธมาตั้งมาก เดี๋ยวนี้มันไปไหนหมด

�� ถ้าเราเสียเปรียบเราดีใจ ถ้าเราได้เปรียบเราเสียใจ อันไหนดีให้เขา ของเราอย่างไรก็ได้ นี่เรียกคนใจเจริญ ให้เขานิดเดียวเราเอามากๆ ไม่ดีเลย เราผิดธรรม ตำหนิตัวเอง ใจเราเสื่อม ใจเราไม่ดี ให้เอาชนะความตระหนี่เหนียวแน่นด้วยความเสียสละถ้ายังคิดว่าเราจะเอาชนะคนอื่นด้วยการเอารัดเอาเปรียบเขา ก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้แพ้ (ตนเอง) ตลอดไป

�� พึงชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธพึงเอาชนะความเบียดเบียนด้วยความไม่เบียดเบียน ชนะคนไม่ดีด้วยความดีพึงชนะคนตระหนี่ด้วยการให้

�� การปฏิบัติธรรม อย่าอยากได้อยากเห็นอยากเป็นใดๆ เลย ให้รู้มันอยู่อย่างเดียวมีอะไรก็ช่าง รู้อยู่อย่างเดียว ถ้าอยากก็ไม่ไปไหน เป็นสมาธิอยู่ก็หลุดจากสมาธิ เราปฏิบัติเพื่อความปล่อยวาง เพื่อละความยึดมั่นต่างๆ เพื่อละความยินดียินร้ายเราเป็นผู้ดูไม่ใช่ผู้บังคับให้มันเป็น

�� ครั้งหนึ่งหลวงปู่นั่งภาวนา แต่ในหมู่บ้านตีกลองเสียงดังมาก หลวงปู่จึงเปลี่ยนเสียงที่รำคาญใจเป็นเสียงธรรม หูได้ยินอยู่แต่มันดังเป็นเสียงธรรมที่ใจ เสียงของกลองป๊ะโทนๆ ป๊ะโทนๆ เวลามาดังที่ใจเป็น ทำจริงๆ ได้ผลจริงๆ เสียงนกตัวหนึ่งร้อง คิดคักๆ คิดคักๆ ตัวหนึ่งตอบออกมาว่าคิดแล้ว คิดๆ คิดแล้วคิดอีกๆ

�� ไม่มีห่วง ไม่มีดีใจ ไม่มีเสียใจ ไม่มีพอใจ ไม่มีไม่พอใจ ไม่มีหัวเราะ ไม่มีร้องไห้ ไม่มีบุญ ไม่มีบาป ไม่มีดี ไม่มีเลวจึงใกล้ พระนิพพาน ถ้ายังห่วงแสดงว่ายังไกลอยู่ ยังเก็บ ยังกอบ ยังกำ ยังโกยอยู่ แสดงว่า ยังห่างอยู่มาก เราจะไม่ให้มีความห่วงอยู่เลย จะไม่ให้มีความตระหนี่ถี่เหนียวมาเป็นใหญ่กว่าใจเราได้เลย เราจะขูดออกขัดออก

�� จิตปรุงกิเลส คือ จิตเริ่มคิดก่อน คิดชอบคิดไม่ชอบ เมื่อความคิดเกิดจึงปรุงให้เกิดกิเลส โลภ โกรธ หลง เมื่อกิเลสเกิดขึ้น เราไม่มีสติสัมปชัญญะพอจะดับกิเลส มันก็ปรุงจิตให้คิดวุ่นวายไปเรื่อย ไม่ผ่องใส พอจิตคิด มันก็ปรุงให้กิเลสเพิ่มขึ้นๆ หมุนกันเป็นเกลียว จนกว่าจะมีสติ
�� มีพระกราบเรียนถามหลวงปู่เรื่องของสถานที่ ที่นี่ดีไหมครับ หลวงปู่เมตตาว่าดี...ดี มันไม่เคยด่าใคร ไม่บ่นให้ใคร
ฝนตกก็เฉย แดดออกก็เฉย ใครจะทำความสะอาดก็เฉย ใครทำสกปรกก็เฉยไม่ดีใจ ไม่เสียใจ ไม่รู้สึกใดๆ กับอะไรทั้งสิ้น

�� น้ำใสน้ำนิ่ง จะเห็นปลา เห็นทรายชัด ถ้าน้ำกระเพื่อมก็ไม่เห็น เปรียบกับจิตที่เป็นหนึ่งหยุดนิ่งย่อมรู้หมด มีอะไรรู้หมด รู้จิตผู้อื่นต้องทำให้เป็นวสีจึงจะรู้ได้ตลอด

�� จิตมันใส กลมบ้าง เป็นจุดสว่างบ้าง ไม่มีรูปร่างที่แน่นอน ถ้ามันมีความรู้ชัดแจ้งดีในตัวมัน นี่แหละตัวจิต แต่ถ้ามีความรู้ไปรู้มัน มันเป็นนิมิต

ถ: มีสิทธิรู้ได้ไหมครับว่า ใครดี ใครไม่ดีใครจะโกงเรา
ต: รู้อยู่ รู้ได้อยู่ที่ใจ แต่นักปราชญ์ท่านไม่รุกรานเขาหรอก ถ้าเขาชั่วก็ชั่วของเขาถ้าเขาไม่ยอมกลับตัว มันก็ตัวของเขา
ครูบาอาจารย์ก็บอกไม่ได้แล้ว เขาทำตัวเขาเอง เรื่องของเขา

�� เวลาภาวนาต้องไม่มีตัวไม่มีตนไม่มีอะไรเป็นอาการว่างไปหมด แต่ความรู้ไม่ว่างให้ย้อนเข้ามาพิจารณาธรรมะว่า เราตกอยู่ในกองทุกขัง อนิจจัง อนัตตา เราเป็นผู้รู้ผู้เดียว แม้ที่สุดก็ไม่มีเราในรู้นั้น ไม่ยึดมั่นยึดถืออะไรอีก วางหมด มันเบาไม่หนักแล้ว

�� ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นน่าฟังน่าใส่ใจหากใครได้ฟังธรรมะแล้วมีจิตใจชื่นบานท่านว่าคนนั้นมีบุญมาก เพราะได้สัมผัสความสงบเย็นชุ่มฉ่ำแห่งอมฤตรสวารีขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า

�� ดุ่มเดิน ดั้นด้น เด็ดเดี่ยว เดียวดาย ดีเด่น โด่งดัง ดึงดูด ในที่สุดก็ด่วนดับ อย่าดีดดิ้น ดื้อด้าน ดักดาน ถือตัว อันเป็นทางตรงกันข้ามกับธรรมะ

�� วาจาใดที่ทำให้ตนเองบ้าง ทำให้ผู้อื่นบ้างไม่สบายหู ไม่สบายใจ วาจานั้นถือว่าเป็นวาจาที่ไม่ควรพูด

�� เมื่อนกจับต้นไม้ต้นใด มันก็ถือว่าสักแต่จับอยู่เท่านั้น เมื่อบินไปแล้วก็หมดเรื่องไม่มีความอาลัยกับต้นไม้นั้น

�� อริยทรัพย์ ๗ คือ ศรัทธา ความเชื่อที่มีเหตุผล มั่นใจในหลักที่ถือ ในความดีที่ทำ ศีล รักษากายวาจาใจให้เรียบร้อย ประพฤติถูกต้องดีงาม หิริ ความละอายใจต่อการกระทำชั่วทั้งปวง โอตตัปปะ สะดุ้งกลัวต่อการทำบาปทุกชนิด พาหุสัจจะ เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมามาก จาคะ การเสียสละช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้อื่นให้ทานเสมอๆ ปัญญา รอบรู้ในกองสังขารและสรรพสิ่งรู้บาป รู้บุญ รู้คุณ รู้โทษ เป็นตัวกรอง ไม่ใจเบา อย่าให้ถูกกิเลสหลอกลวง ขบคิดพิจารณาในเหตุผล ดีชั่ว ถูกผิด รู้คิด รู้พิจารณา

�� อริยทรัพย์ เป็นทรัพย์อันประเสริฐอยู่ภายในจิตใจ ดีกว่าทรัพย์ภายนอก เพราะไม่มีผู้ใดแย่งชิงได้ ไม่สูญหายไปด้วยภัยอันตรายใดๆทำใจให้ไม่อ้างว้างยากจน เป็นทุนสร้างทรัพย์ภายนอกได้ด้วย

�� ทำกายทำจิตให้สบายไม่ขัดข้อง มีโอกาสได้ทำความเพียร นั่งสมาธิ เจริญภาวนาพิจารณาอสุภะ ดูของเน่าเปื่อยของเหม็นการอยู่ป่าช้าเป็นที่เหมาะแก่การภาวนาทำให้จิตเกิดธรรมะ ธรรมะเป็นสัปปายะเกิดความสลดสังเวช เห็นอสุภะ เห็นเขาชำแหละคน ผู้หญิงทั้งหลายก็แค่นี้ผู้ชายทั้งหลายก็แค่นี้

�� สติระลึกได้ ใจไม่ลอยไปทางอื่น ไม่เผลอไม่หลง มีความระลึกได้ถี่ยิบเป็นมหาสติหากรู้ตัวว่าเราทำอะไรอยู่ คิดปรุงอะไรอยู่เป็นสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะเป็นธรรมมีอุปการะมาก ถ้าพร่ำเพ้อเจ้อเป็นคนขาดสติ สติต้องทำขนาดไหน ทำให้เหมือนเราเดินไปในที่ลื่นๆ ต้องเอาเท้าจิกดินหากพลาดก็ลื่นล้ม นี้เรียกว่าการตั้งสติหายใจเข้า รู้ กำหนดพุท หายใจออก รู้กำหนดโธ เป็นการตั้งสติ อย่าหายใจทิ้งเฉยๆ ถ้ามัวคิดไปอย่างอื่น ใจลอย ฟุ้งซ่านเขาเรียกว่านอกลู่นอกทาง ไม่อยู่ในทาง

�� ต้องรวมพลังจิตไปอยู่จุดเดียวจึงเกิดพลังพิเศษ จึงเห็นธรรม

�� เหตุที่มีรัก มีชัง ยินร้าย ยินดี ก็เพราะมันมีสมมติ ถ้าวิมุตติไปแล้วก็เฉยๆ เหมือนผมที่โกนออกจากหัวแล้ว เล็บที่ตัดแล้วเอาไปกองไว้ ไม่ว่าดีชั่ว ตัดออกจากเจ้าของไปแล้ว ใครจะว่า ดี ชั่ว สกปรก มันก็อยู่อย่างนั้น คนไปสำคัญว่า ดี ชั่ว สกปรก กันเอง

�� ใจวิมุตติหลุดพ้นไม่ยึดไม่ถือ วางแล้วสบาย ทำใจให้วางอยู่ทุกวัน มีชีวิตอยู่ก็วางอยู่ วางแต่ยังไม่ตาย วางได้สบายมากเหมือนดังคนที่ตายแล้ว หัดทำใจให้เป็นไปอย่างนี้เสมอๆ วางอยู่เสมอๆ เราก็จะไม่มี เราก็จะไม่ทุกข์ ไม่สุขไม่หวง ไม่ห่วง ไม่ติดในห้วงมหรรณพ สักว่าแต่อยู่ สักว่าแต่ใช้อาศัยไปเฉยๆ

�� ไปยืนดูสมมติอยู่ เป็นเรื่องปวดหัวจริงๆ ทวนกระแสเข้ามาหาตัว ว่าตัวไปรับรู้อะไรบ้าง มากมายขนาดไหน ไม่มีอะไรน่ายึดถือ จะไปหายึดอะไรกันนักหนาถ้าไม่ยึดไม่ถืออะไรเลย วางได้แล้ว ถ้าปล่อย ถ้าวางแล้ว ใจก็ว่าง อยู่ด้วยความว่างถ้าใจวางก็เหมือนคนตายแล้ว ไม่มีอะไรจะยึดถือ ว่าง...วางเฉย

�� ทำจิตให้ว่างจากสมมติ ไม่มีดีไม่มีชั่วคนไปสำคัญมั่นหมายเอาเอง ไม่มีความสำคัญ ไม่มั่น ไม่หมายในสิ่งใด
อยู่เหมือนหลักเหมือนตอ วางลงได้ขนาดนั้น วางได้ก็เบาสบายไม่มีอะไรหนักธาตุขันธ์ร่างกายก็ไม่หนัก พร้อมที่จะวางอุปาทานขันธ์ พร้อมเสมอแล้วที่จะตาย

�� ความสันโดษ มักน้อยเป็นทรัพย์อันประเสริฐของผู้ต้องการความพ้นทุกข์

�� ผู้ใดได้รับความสงบมากๆ คนนั้นคนรวยผู้ใดสะสมกองกิเลสมากๆ มีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์มากๆ ฟุ่มเฟือยอยู่ในกามสุข คนนั้นคนจน มีหนทางถึงหายนะแน่นอน
�� บวชแล้ว ถ้าไม่ยินดีในความสงบสงัดไม่สันโดษมักน้อย มักมากมักใหญ่ใฝ่สูงไม่หลีกเร้นทำความเพียร คลุกคลีมัวเมาทำให้เกิดอารมณ์นานัปการ ไม่ได้รับความสงบ เมื่อไรจะเบาบางสักที กิเลสก็หนาแน่นขึ้นๆ เป็นดินพอกหางหมูเมื่อไรจะถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะกิเลส

�� ภิกษุในธรรมวินัยต้องเป็นผู้สันโดษมักน้อยไม่มักมาก นอนน้อย กินน้อยยินดีในที่สงบสงัด จะได้รับความสงบ
ให้กาย วาจา ใจ อยู่ด้วยความสงบไม่ลุอำนาจแก่กิเลสทั้งหลาย เป็นเหตุให้เกิดความสลดสังเวชเกิดขึ้นในใจได้เห็นธรรม เป็นธรรมเป็นวินัยแล้ว

�� เพียรแผดเผากิเลสในใจของเรานี่แหละมันปรุงไป แต่งไป มีความรัก มีความชังความยินร้าย ความยินดี ดีใจ เสียใจ ร้องไห้หัวเราะ เหล่านี้มันเป็นกิเลส ไม่นึกไปตามมันแผดเผามันไปเลย เอาอยู่กับพุทโธนี่แหละ หายใจเข้าเป็นพุท หายใจออกเป็นโธ เรื่องอื่นอย่ามาปรุงเรา เราไม่ไปถ้าไปก็เรียกว่าตามใจมัน ใส่ฟืนใส่เชื้อเพลิงให้มัน ไอ้พวกกิเลสก็ได้กำลังถ้าไม่ไปตามมันก็น้อยลงๆ จนไม่มีเลยไม่มีนึกคิดไปทางนอกเลย เรียกว่าเอาชนะมันได้

ถ: ผมเฝ้าดูเฝ้ารู้อยู่ที่จิต สติอยู่กับจิต รู้ที่รู้ดูเข้าไปเรื่อยๆ มันละเอียดเข้าๆ มันก็ใสขึ้นๆ ครับ
ต : ตามรู้มันอยู่ ไม่เผลอ มันก็ใสขึ้นมาไม่ขุ่น ไม่มัว ไม่มืด ให้ดูอยู่ทุกขณะให้รู้อยู่ทุกเมื่อ อย่าหลง
ถ: ผมตามดู ผมเห็นความคิดที่มันผุดโผล่ออกมาจากตรงนี้ ถ้าเราตามดูอยู่ตรงนี้ความคิดมันจะก่อรูปได้ไม่มาก ได้ยิบแย๊บก็ดับไปเลยครับ
ต: เขาเรียกว่าสัมปชัญญะความรู้ตัว ถ้าสติสัมปชัญญะไม่เผลอหนักๆ เข้ามันได้กำลังเอาจนไม่เผลอ ไม่หลงไป ตามสัญญาอารมณ์มันจะมายั่วยุแนวนั้นแนวนี้ก็เฉย รู้ทันมันอยู่ ดูเป็นเพียงที่ยั่วยุเฉยๆ ยุให้รำ ตำให้รั่ว ยั่วให้แตก เราไม่ไปตามมันแล้ว เราอยู่อย่างนี้เขาเรียกว่าชนะกิเลสตัวเอง

�� อวิชชา คือความไม่รู้ ถ้ารู้อยู่เป็นวิชชา

�� ให้มีสติ ความระลึกได้ มีสัมปชัญญะความรู้ตัวอยู่เสมออย่าให้เผลอ จิตเป็นหนึ่งอยู่ รู้อยู่ เป็นหนึ่งอยู่ รู้ตัวอยู่ เรียก
ว่าไม่เผลอ ไม่หลง ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ปล่อยออกนอกลู่นอกทาง อยู่ในฌานอยู่เสมอกำหนดเวลาไหนก็ได้เวลานั้น ถี่เข้าๆ จนไม่มีช่องว่างพอให้สังขารเข้าแทรกได้เลย

�� อย่าเอาแต่จะชนะอย่างเดียว เสียงแข็งขึ้นเพราะจะเอาชนะกัน ยิ่งแข็งยิ่งแตกหักง่าย

�� มัวแต่ห่วงโลกอยู่ เลยไม่ได้ไปพระนิพพานผู้จะไปพระนิพพานได้ ท่านไม่ห่วง ไม่มีห่วงโลกห่วงใดๆ ทั้งนั้น เรื่องรูป เสียง กลิ่นรส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ท่านตัดขาดพรวดไปเลย ไม่มีอีกแล้ว เรียกว่าตัดกิเลสตาย คลายกิเลสหลุด ถึงวิมุตติมรรคผลนิพพาน สว่างโร่ไม่มืดอีกแล้ว

�� ผู้เจริญย่อมไม่เบียดเบียนใคร ไม่อาฆาตใคร ไม่พยาบาทใคร ให้อภัยแก่คนทุกจำพวก ไม่เอาเรื่องเอาราวอะไรกับใครเลยต้องพร้อมที่จะให้อภัยอยู่เสมอ อย่างนี้ใจเราสบาย

�� ใจมันต้องเผ็ดเด็ดเดี่ยวลงไป ทำความเพียรแผดเผากิเลสให้หนักแน่น

�� หัวใจมันข้องอันนั้น อันนี้ เรียกว่าผู้ยังมีภาระอยู่มากมาย ไปไหนหนามก็เกี่ยววางไม่ได้เลย เกี่ยวเกาะอยู่อย่างนั้นแหละรู้จักว่ามันเป็นเครื่องผูก ก็ยังไปยึดอยู่ได้รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เหล่านี้เครื่องผูกเครื่องข้อง เครื่องถ่วงความเจริญให้ติดอยู่ในวัฏฏสงสาร

�� จงอยู่กับพระวินัยให้เคร่งครัด

�� พิจารณาอสุภะให้มากๆ เอาให้กิเลสครางไปเลย ไม่นอนตามกิเลส ไม่ฉันตามกิเลสไม่เอาความสบายเพื่อกิเลส ทรมานมันอดตาหลับขับตานอน นั่งภาวนาก็ให้มันได้นานๆ หน่อย ไม่ใช่พอง่วงก็หลับเลยทำความเพียรให้เข้มแข็ง ทำข้อวัตรปฏิบัติให้มันจริงจัง เอาจนกิเลสมันเหือดแห้งไป

ถ: กิเลสชอบหลอกจิตให้คิดมาก ให้กังวลหลอกให้เป็นทุกข์ จิตก็รู้ว่ามันมาหลอกอีกแล้ว แต่จิตก็ชอบยอมให้กิเลสหลอกลวง
ต: ก็ธรรมดาแหละ เราเป็นพวกเดียวกับเขามานานแล้ว แต่นี่เราจะหนีจากเขาไปนิพพาน เขาก็รุมเรา เขาไม่อยากให้เราไปเขาก็เพียรพยายามจะดึงดูดเราไว้
ถ: กิเลสชอบหลอกว่ามันทุกข์ไม่เท่าไรหรอกทุกข์นิดหน่อย ไม่ต้องกลัวมัน
ต: อะไรเป็นกิเลส กิเลสอย่างอื่นก็ไม่เท่าไรหรอก ใจเราเป็นกิเลสเอง ใจเสียดาย ใจยังห่วงยังอาวรณ์กับโลกอยู่ ไปไม่ได้แล้ว กิเลสรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ก็ไม่เท่าไรหรอก แต่กิเลสใจของเรานี่สิมันเป็นโมหะอยู่ กิเลสเป็นของร้อนเผาตัวเอง ให้รู้เท่ามัน มันก็ไม่มารบกวนหรอก

�� ผู้จะไปพระนิพพานต้องไม่มีอะไรข้องสักอย่าง รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะก็ไม่ข้อง ต้องเป็นผู้เลี้ยงง่าย กินง่าย อยู่ง่ายนอนง่าย มีแต่ง่ายๆ มันก็ไม่ข้อง

�� หวง ห่วง ห้วง หวง เรามีของแล้ว ไม่อยากให้ใครได้ด้วย หวงเมีย หวงลูก ไม่อยากให้ใครมายุ่ง ห่วง คิดถึง ลูกได้กินอะไรบ้างไหมหนอ ห่วงไปห่วงมามันข้องเป็นห้วงมหรรณพ ติดไปไหนไม่ได้ กามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ โอกแอ่งแก่งกันดาร
�� มีรักที่ไหนมีทุกข์ที่นั้น ความรักความใคร่มันโตขึ้นมาได้ รักน้อยๆ ต่อไปมันก็รักมากเข้าๆ เมื่อไรจะออกจากกันได้ ถ้าจะออกจากกันก็เป็นห่วงเป็นทุกข์ ความผูกความพันมันเหนียวแน่นมาก เหนียวแน่นจนลืมตัวเอง

�� ใครจะว่าชั่วก็ตามที ใครจะว่าดีก็ตามชังอยู่อย่างนั้นแหละไม่มีดี ไม่มีชั่วตามใครทั้งนั้น โลกธรรมถูกต้องไม่หวั่นไหว สบายตัวคนเดียวก็พอ

�� คนเราชอบหลงหาเรื่องข้องใส่ตัวเอง เห็นรูปถูกใจๆ ก็ไปข้อง เห็นเสียงถูกใจๆก็ไปข้องได้กลิ่นหอมๆ ถูกใจก็ไปข้อง รสอร่อยๆก็ไปข้อง โผฏฐัพพะเครื่องถูกต้องร่างกายอยากได้ผ้าดีๆ ที่นอนดีๆ ก็เป็นเครื่องข้อง

�� โลกทั้งหลายเขาอยู่ด้วยราคะ โทสะ โมหะติดกันอยู่แค่นี้ เขาทำไปตามอำนาจกิเลสจะไปไหนๆ ทำอะไรๆ ก็เอากิเลสออกหน้าใส่ปุ๋ยให้ราคะ โทสะ โมหะ มันก็ใหญ่โตไปเรื่อยๆ เพราะตามใจมันทุกอย่าง ทำให้หลงหลงรัก หลงใคร่ หลงอยากได้ หลงยินดีหลงหาทั้งตาปี ไม่รู้เบื่อเชื่อตัณหา หลงแล้วก็ติด ติดในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะธรรมารมณ์ พอมันพลัดพรากจากเราไปก็เป็นทุกข์ เพราะความหลง ถ้าไม่เพ่งไม่ตัดมันเสียก่อน มันก็มีกำลังอยู่อย่างนั้น

�� พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งแผดเผากิเลส ไม่ได้เผลอได้หลงไปไหน อยู่กับอารมณ์อันนั้น แผดเผาอยู่อย่างนั้นตลอดวันตลอดคืน ต่อแต่นั้นความสงสัยของพราหมณ์ย่อมสิ้นไป ถ้าไม่เพ่งไม่แผดเผาก็สงสัยเรื่อยไป ยังให้ราคะ โทสะ โมหะมันกำเริบเสิบสาน มันปรุงมันแต่งเราได้อยู่ก็ชื่อว่าไม่แผดเผามัน ต้องไม่ตามใจมัน มันก็หมดอำนาจ ไม่ให้กำเริบเสิบสานไปทางอื่น แผดเผาจนว่ามันตายจนมันยอม กิเลสของเราก็หมดไป

�� ถ้าตั้งสติอยู่ทุกเมื่อ สัมปชัญญะรู้ตัวอยู่ทุกเมื่อ วิเศษวิโส กิเลสจะเบาไปบางไปสติเมื่อมันแก่กล้าขึ้นมาแล้ว ไม่เผลอไม่หลง หายใจเข้า รู้ หายใจออก รู้ จะว่าพุทโธไม่ว่าก็รู้ เอาความรู้นั้นแหละเป็นสติ

�� ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ มันล้อมเราอยู่เรามีความรู้ตัวอยู่เสมอ ไม่เผลอ ไม่หลงตายเมื่อไรก็ตายได้ ถ้าตายเวลาเผลอมันก็หลง ถ้าหลงห่วงบ้าน ก็ต้องไปเกิดเป็นลูกหลานบ้านนั้นอีก หรืออาจเป็นจิ้งจก ตุ๊กแกก็ได้ พระรูปหนึ่งปลูกอ้อย อ้อยเจริญเติบโตดี พระเกิดมรณภาพ ก่อนมรณภาพเกิดห่วงหวงต้นอ้อยเลยไปเกิดเป็นด้วงอยู่ที่ต้นอ้อยนั้น นี่ความเผลอ ความหลงความหวง ความห่วง มันเป็นอันตรายอย่างยิ่ง อย่าให้ตายด้วยความหลง ให้ตายด้วยความรู้

�� คนจะรวยก็เพราะรวยน้ำใจมาก่อน คนจะจนก็เพราะจนน้ำใจมาก่อน

ถ: ผมเฝ้าดูจิต เห็นความชอบไม่ชอบเกิดยิบแย๊บขึ้นที่ใจ ถ้าเห็นทันมันก็ปรุงให้เราทุกข์ไม่ได้ ถ้าไม่เห็นมันก็หลงปรุงครับ
ต: ถ้าสติสัมปชัญญะรวมเป็นหนึ่ง พิจารณาอะไรขึ้นมาก็เป็นของจริง พิจารณาธรรมภายนอกได้ถูกต้อง มันเป็นญาณความรู้เป็นอนาคตังสญาณ มันรู้มาก่อนรู้เท่าทันมันเย็น ถ้ารู้ไม่เท่ามันเป็นของร้อนรู้ไม่เท่าราคะ โทสะ โมหะ มันก็เผาผลาญตัวเอง ถ้ารู้ทันก็ไม่หลงเอามันมาใช้

�� ถ้าต้งัสติแล้วไม่ห่วงใคร ใครจะเป็นใครจะตายมันเรื่องของเขา เรื่องของเรามีหน้าที่ภาวนา
�� สมมติ กับ วิมุตติ มันก็มานำกัน เมื่อวางสมมติออกได้แล้ว จิตก็วิมุตติ จิตก็หลุดพ้นถ้ามีสมมติอยู่ มีเขา มีเราอยู่ มีดี มีชั่วก็ยังอยู่ในสมมติ ถ้าเลยดีเลยชั่ว ไม่มีดีไม่มีชั่ว มันก็หลุดพ้นจากสมมติ สมมติกันเอาเองว่ามันดี สมมติกันเอาเองว่ามันชั่วถ้าดีมาก็ถูกใจ ถ้าไม่ดีมาก็เสียใจ อยู่แค่นี้แหละ สมมติทำให้ดีใจ เสียใจ ร้องไห้หัวเราะ ถ้าวิมุตติแล้วไม่มีโศกเศร้าโศกาอะไรเลย วางเฉยได้ อะไรดีก็ไม่มีอะไรชั่วก็ไม่มี ไม่มีดีใจ เสียใจ ร้องไห้หัวเราะ ไม่มีภาคภูมิอะไรเลย เหมือนขอนไม้ที่ตายแล้ว มันไม่ทุกข์ร้อนกับอะไรทั้งนั้น

�� เกิดเป็นมนุษย์ใช้ร่างกายให้คุ้มค่าศีลของเราดีหรือเปล่าทานของเราดีหรือเปล่าภาวนาของเราตั้งใจมั่นหรือเปล่าถ้าไม่แน่วแน่ ยังวอกแวกไม่เป็นอันเดียวมันก็งมโข่งไปเรื่อย ถ้าเราแน่วแน่ในใจเต็มที่ ไว้วางใจตนเอง เป็นที่เชื่อมั่นใน
ตัวเองไม่ข้องเกี่ยวอะไร มีดวงจิตดวงเดียวเท่านั้น เวลาตายยิ้มตาย ไม่กลัวอะไรเลย

�� ความเกษมสุข ความไม่เศร้าโศก เป็นมงคล ใจจะรื่นเริงเสมอ ถ้าเศร้าโศก จะเสียมงคลไปหมด เหมือนต้นไม้มันเฉาแล้วน่าดูไหม เอาน้ำมารด เอาปุ๋ยมาใส่ชุ่มชื่นขึ้นมามันเป็นยังไง มันสดชื่นน่าชม

ถ: การเฝ้าดูเฝ้ารู้จิต บางทีก็มีผู้เข้าไปเห็นจิตบางทีก็มีแต่ความรู้ตัวเฉยๆ ไม่มีผู้ดูแต่ก็รู้จิตอยู่ รู้การเคลื่อนไหวของจิตอยู่
ต: เหมือนเราเดินผ่านไฟ มันมีเงาไปด้วยเพราะมีไฟส่อง ความรู้ของเรามันมีอยู่แล้วจิตเราเป็นผู้รู้ แต่เงาไม่รู้อะไรกับเราเลยเอามาใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้หรอก ตัวเรารู้ว่าเราเดินผ่านไฟไปนี่
ถ: หมายถึงว่ายังเป็นนิมิตหรือครับ
ต: เป็นนิมิตก็ดี เป็นอะไรก็ดี ของเหล่านั้นไม่ใช่เราหรอก อย่าไปถือว่าเป็นเรา มันไม่รู้อะไร มันแค่ปรากฏเป็นตนเป็นตัวขึ้นมาเป็นภาพลวงตา ลวงใจเราให้ไปหลงมันซื่อๆ หรอก อย่าหลงตะครุบเงา อย่าหลงไปตามสัญญาอารมณ์ ส่งออกนอก เห็นนั้นเห็นนี่ ตัวไหนไปเห็น ตัวเราเนี่ยไปเห็นเอาความรู้นี่ รู้เท่าเอาทันมันอย่างเดียวพอหายใจเข้าพุท รู้ หายใจออกโธ รู้ ดูอยู่ที่นี่รู้อยู่ที่นี่ จิตมันรู้อยู่ มันสั้นหรือมันยาวก็รู้รู้ละเอียดลงไปๆ อริยมรรคจะเกิดขึ้นเป็นหนทาง หายใจเข้า รู้ หายใจออก รู้อย่าหลงเอามาเป็นเรา เพียงไปเห็นเฉยๆถ้าเอาลมมาเป็นเรา ก็ตะครุบเงา ไม่ได้ตะครุบตัวจริง

�� ใจต้องให้ขาดจากความเกี่ยวความข้องตัดน้ำยังตัดไม่ขาด สายสวาทตัดขาดอย่างไรตัดบัวก็ยังไว้ใย ตัดน้ำใจยังมีเมตตามีเมตตาอยู่ ข้องอยู่ ติดอยู่นั้นแหละ

�� ถ้ามีความโกรธ ต้องรักษาใจให้มันเย็นอย่าให้มันร้อน หาอุบายแก้ไขด้วยปัญญาน้ำที่ต้มเดือด ออกมาจากเตาแล้วไม่นานก็เย็นลง ถ้าใส่ตู้เย็นก็เป็นน้ำแข็งได้ใจเราก็เหมือนกัน มันเดือดแล้วก็เย็นได้เย็นแล้วก็สบาย อย่าลุอำนาจแก่ความโกรธเด็ดขาด สติอย่ามืดอย่างเดียว อย่าเอาความโกรธมาใช้งานเลย โทสะเป็นไฟอย่าตามใจมัน พอความโกรธหายไปบาปไม่หาย ตกนรกอย่างเดียว

�� ความโกรธเป็นอันตรายแก่ธรรมะทั้งหลายชื่อเสียง เกียรติยศ รสนิยม พังไปตามๆ กันเพราะความโกรธมันทำลายอะไรต่ออะไรได้ตามอำเภอใจ กำลังความโกรธรุนแรงเพราะมันเป็นไฟ อย่าไปลุอำนาจแก่มันเด็ดขาด ความโกรธทำลายผิวพรรณขี้โกรธผิวพรรณจะขี้ริ้ว เป็นไฝ เป็นฝ้าไม่ดี ถ้าไม่มีความโกรธ สีสัน วรรณะจะดี ไม่เปลืองเครื่องสำอางใดๆ เลย

�� กิเลสมันเหนียวมันแน่น ความตระหนี่ถี่เหนียว เป็นต้น เอาอะไรมาขัดมันออกมันเหนียว เหนียวจริงๆ ท่านจึงบัญญัติว่า ทานัง เทติ ให้ทานเป็นเครื่องขัดเครื่องเกลากิเลสในหัวใจ ความตระหนี่ก็จะเบาบางไป จึงควรทำทานอยู่บ่อยๆ

�� ขัดเกลากิเลสในหัวใจด้วยการรักษาศีลเว้นการฆ่าสัตว์ เว้นจากการลักทรัพย์เว้นจากการประพฤติผิดในกาม เว้นจากการกล่าวโป้ปดมดเท็จใดๆ ไม่พูด เว้นจากการดื่มกินสุราเมรัย ถ้าเว้นได้ทั้ง ๕ ข้อจิตใจจะเป็นยังไง จิตมันจะสบาย
ขึ้นหรือเปล่า มันสบายขึ้นกว่าเดิม ไม่สลึมสลือเหมือนแต่ก่อน

�� ขัดเกลากิเลสในหัวใจด้วยการภาวนาภาวนาเป็นบุญสูงสุดเพราะมันไม่ติดไม่ข้องอะไร มันก็ได้บุญแล้ว กิเลสมีอยู่ในตัวเราทุกคน การปฏิบัติธรรมจำศีลภาวนาเพื่อต้องการชำระกิเลส ความชั่วความมัวหมองให้ออกจากจิตใจของเราต้องการแค่นี้ พระพุทธศาสนาที่ให้มาประพฤติปฏิบัติอยู่ ก็ต้องการให้ชำระกาย วาจา ใจให้ถึงความบริสุทธิ์ิเท่านั้น

�� การละบาปนั้น บาปมันมายังไง บาปเกิดที่จิตใจ ความโลภ ความโกรธ ความหลงเป็นบาป ชำระบาปทั้งหลายได้ด้วยการปฏิบัติธรรม รักษาศีล ไม่ให้มันกำเริบเสิบสาน ไม่ให้มันแก่กล้าขึ้น หากปล่อยไปตามอำนาจมัน จะทำให้เดือดร้อนทำลายตัวเอง

ถ: มีอุบายอย่างไรที่จะทำอาสวะให้สิ้นได้โดยเร็ว
ต: เราไม่มีอุบายอะไร เราจะเอาชนะมันทุกอย่างนั้นแหละ เราจะเอาชนะความโลภความโกรธ ความหลง ความรัก ความชังความยินร้าย ความยินดี ความดีใจความเสียใจ ความร้องไห้ ความหัวเราะเศร้าโศก โศกา อะไรก็ไม่ให้มันมีเลยโดดเดี่ยวอยู่อย่างนั้น ไม่มีอะไรมาปรุงแต่งเราได้แล้ว เรารู้หน้าตามันหมดแล้ว ก็ไปพระนิพพานได้

�� ถ้าผู้ใดล่วงรู้อำนาจของบาปทั้งหลายแล้วจะรู้ว่ามันทำลายตัวเอง ท่านทั้งหลายที่ยังไม่รู้จักว่าทำลายแบบไหน ก็เห็นอยู่อย่างชัดเจนแล้ว ไม่ว่าประเทศไหนเอาความโลภเป็นหัวหน้าปฏิบัติงาน พังทุกราย ความโลภเป็นอันตรายแก่ธรรมทั้งหลายแก่ความเจริญทั้งหลาย โลภมากเท่าไรเป็นอันตรายแก่ตัวเองเท่านั้น รีบกำจัดความโลภด้วยการทำทานขัดเกลากิเลสอย่าให้ความตระหนี่ถี่เหนียวมาเป็นนายกุญแจ ปิดกุญแจแห่งกุศลของเรา

�� เห็นอะไรก็อย่าปล่อยไปตามมัน เห็นปรากฏอยู่เฉยๆ อย่าคิดคาดคะเนไปทางอื่นใด ดูมันเฉยๆ เห็นอะไร รู้อะไรก็สักว่าแต่เห็น สักว่าแต่รู้ อย่าไปสำคัญมั่นหมายในสิ่งที่รู้ที่เห็นเอามาเป็นตัว มันไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน มันเป็นเพียงสัญญาอนิจจา สังขาราอนิจจาธรรมาอนัตตา

�� ธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติธรรม ไม่ให้ตกไปสู่โลกชั่วทุรกันดาร

�� กรรมฐานอะไรมันถูกจริต อะไรมันเป็นที่สบายก็เอาอันนั้น ไม่มีกฏบังคับกันหรอก

�� ใครจะว่าจะนินทา เฉยไว้ก็ดีเอง

�� การทำความเพียร อย่าหลอกลวงตัวเองให้เอาจริงเอาจังกับมัน

�� ถ้าปล่อยใจคิดไปทางอื่นก็ใช้ไม่ได้ ทำให้เราหลง หมดท่า ไม่มีประโยชน์อะไรเลย

�� สนิมกินเหล็ก กิเลสกินใจ

�� ความโกรธ ความโลภ ความหลง ดีใจเสียใจ ยินร้าย ยินดี ไม่ใช่ใจ ไม่ใช่ตัวของเรา มันเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติต่างหากล่ะ ตาเห็นรูปเป็นน่ากำหนัดก็ไปกำหนัด เห็นรูปน่าชังก็ไปชัง พอพออย่าไปคิดมัน มันคว้าน้ำเหลว ขืนคิดออกไปจะไม่กินข้าวให้นะ ตั้งใจขึ้นแบบนี้มันจึงค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว มีความรู้ตัว

�� เวลาฟังเทศน์ ให้นั่งสบายๆ ไม่ต้องพนมมือก็ได้ เรานั่งภาวนาหรือนั่งสมาธิอย่างไรก็นั่งฟังเทศน์อย่างนั้น ให้ได้ยินอยู่ที่หูให้ได้รู้อยู่ที่ใจ ใจเป็นผู้รู้ อย่างอื่นไม่รู้ด้วยมีจิตเท่านั้นเป็นผู้รู้ หูฟังเฉยๆ เพียงได้ยินเรื่องราว แต่จิตเป็นผู้รู้ ตัวจิตนั่นแหละเป็นตัวบันทึกเป็นตัวกำหนดจดจำเอาพระธรรมเทศนาหรือคำสอนนั้นๆ

�� มนุษย์เป็นผู้ที่มีความหลงในความรักความชัง ความโกรธ เกลียด ผูกพยาบาทอิจฉา ริษยา โลภ ต่างๆ เหล่านี้ ถ้าเราสามารถขจัดสิ่งเหล่านี้ออกจากใจไปได้ แล้วลองคิดดูสิว่า เราจะประเสริฐได้ไหม ได้แน่นอนพระอริยเจ้าจึงเกิดขึ้นในโลก

�� การเจริญเมตตา ปรานี ต้องให้มีไมตรีจิตมิตรภาพปรารถนาดีในเพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย เมื่อมีเมตตามากๆ ความยินดีในความโกรธอาฆาตพยาบาทจะหมดไปเมื่อเราทำเช่นนี้มากๆ ความตระหนี่ถี่เหนียวก็จะหายไป จะกลายเป็นผู้เสียสละอยู่อย่างนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ราคะ โทสะ ก็จะเบาบางด้วยการแผ่เมตตาปรารถนาดีให้กันและกันเสมอๆ

�� เมื่อไม่มีความโกรธแล้ว แต่ความหลงยังมีอยู่นะ หลงโลภ หลงรัก หลงชัง อะไรต่างๆเหล่านี้เป็นกิเลส เป็นตัณหา เป็นกิเลสวัฏฏะเป็นตัวจักรของกิเลสซึ่งเป็นเหตุให้ทำกรรมไปต่างๆ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมาทำกรรมฐาน ทำสมาธิภาวนากัน

�� หมากัดขาเรา เราอย่าไปกัดขาหมาตอบถ้าไปกัดคงน่าเกลียดจริงๆ หมากัดขาเราก็รักษาแผลไป ไม่ต้องไปกัดขาหมาตอบเช่นเดียวกัน ถ้ามีคนอื่นตำหนิเรา เราอย่าไปตำหนิเขาตอบ ใครทำให้เราโกรธเราอย่าหลงไปโกรธเขาตอบ ตบมือข้างเดียวไม่ดังหรอก

�� กรรมฐานที่เป็น “มูลกรรมฐาน” มีอยู่ห้าอย่างคือ พิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง โดยพิจารณาให้เป็นของที่น่าเกลียด น่าชังน่าขยะแขยง ถ้าไม่ได้ขัดล้างตัดออกบ้างมันจะสกปรกแค่ไหน น่ารังเกียจไหม ถ้ามันหล่นอยู่ในอาหารเรา เราจะกินมันได้ไหมน่าขยะแขยงไหม พิจารณาทบทวนไปมาอยู่นั่นแหละ จนเห็นจริงเข้าก็จะเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด จนเกิดความสลดสังเวชจริงๆ ธรรมะจะเกิดในตอนนั้นเรามาถือสิ่งแบบนี้ว่าเป็นของดี จึงหลงยินดีกับมัน เสียเวลาดูแลบำรุงรักษา พอพิจารณาจนเห็นจริงแล้ว มันไปถือของสกปรกว่าเป็นตัวเราเชียวหนอ น่าทุเรศจริง น่าสงสารตัวเองจริง ทำไมถึงหลงขนาดนี้นะ เมื่อเป็นเช่นนี้นิพพิทาญาณก็เกิดขึ้น จะรู้สึกได้เองว่าร่างกายของตนไม่มีสาระ ไม่มีแก่นสารไม่จีรังยั่งยืนอะไรเลย เราอาศัยเขาอยู่ไปวันๆ เท่านั้นเอง

�� เราได้อาศัยร่างกายที่มีแต่ของเน่าๆ เปื่อยๆ มาทำประโยชน์ไปวันๆ เท่านั้นเองยังน่าปลื้มใจที่อาศัยไหว้พระสวดมนต์รักษาศีล ทำบุญให้ทาน ทำสมาธิภาวนาทำคุณความดีเพื่อประโยชน์ตนบ้าง เพื่อประโยชน์ผู้อื่นบ้าง ยังน่าปลื้มนะ ให้ทำความดีเยอะๆ ทำบุญให้ทาน นั่งสมาธิและรักษาศีลให้บริสุทธิ์ให้มากๆ อย่าได้ประมาทเลย พยายามทำให้ต่อเนื่อง มันจะแก่กล้าขึ้น การทำอย่างที่ว่ามานี้ เขาเรียกว่าอบรมบ่มอินทรีย์ให้แก่กล้าสร้างบุญบารมีให้ใหญ่โต

�� ถ้ายังเป็นข้าทาสของสังขารอยู่ มันก็ทุกข์อยู่ร่ำไปนั่นแหละ

�� อัคคัง ฐานัง มนุสเสสุ อัคคัง สัตตะ วิสุทธิยาอัครฐานอันเลิศอยู่ที่มนุษย์สามารถจะทำให้คุณสมบัติอันเป็นมนุษย์นี้ กลายเป็นอริยบุคคลได้ ก็เพราะร่างกายของเราที่ไม่มีแก่นสารนี้แหละ เราจึงต้องเร่งสร้างร่างกายสังขารอันนี้ให้เป็นของดีของวิเศษขึ้นมาจนถึงความบริสุทธิ์ิของจิตได้ ขึ้นอยู่ที่ตัวของเรานี้แหละ

�� จิตตัง ทันตัง สุขาวหัง จิตของเรานี้ของปุถุชนคนธรรมดาที่ยังมีกิเลสหนาปัญญาทึบ แต่เมื่ออบรมให้เต็มกำลังสติปัญญาของเราแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ทันโต เสฏโฐ มนุสเสสุ มนุษย์ทั้งหลายที่ฝึกฝนอบรมตนดีแล้ว เป็นผู้ประเสริฐน่ากราบ น่าไหว้ น่าสักการะ ประเสริฐจริงๆ

�� ถ้าเราพิจารณากายให้ลึกลงไป ให้เห็นลงไปจริงๆ ลงไปถึงไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่อาหารเก่า เหล่านี้มันมีอะไรวิเศษนัก จึงถือทิฐิมานะไม่ยอมกราบไหว้ผู้อื่น ทำไมยึดถือของเน่าๆ อยู่เต็มตัว จนไม่ยอมกราบไหว้เคารพนับถือผู้อื่น ก็ได้ร่างกายเน่าๆ นี่แหละพิจารณาให้ซึ้งให้ถึงแก่นเถอะ ให้ช่ำชองชำนาญในการเข้าและออกจนจิตใจผ่องใสไม่มีมลทินโทษแล้ว ทิฐิบริสุทธิ์ ญาณทัศนะธาตุก็จะบริสุทธิ์ ตายแล้วกระดูกเป็นพระธาตุแน่นอน

�� พระคุณต้องทดแทน ถ้าเคียดแค้นต้องอโหสิ อเวรัง อะสะปัตตัง พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พวกเราเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่จองเวรเป็นผู้อโหสิ

�� จิตมีพลังอำนาจยิ่งใหญ่ เราต้องพัฒนาจิตด้วยการใช้สติ สมาธิ วิริยะ ปัญญา และศรัทธาให้รักษาศีล ๕ และกุศลกรรมบท ๑๐ ต้องฝึกใจ ฝืนใจจากกิเลส ให้มีสติ อย่าให้เผลอ อย่าให้หลงไปตามสัญญาอารมณ์

�� ทานัง เทติ การให้ทานเป็นเครื่องขัดเกลาอันแรก ทำบ่อยๆ จะเกิดความไม่เห็นแก่ตัวรู้จักเสียสละ ไม่หวงแหน ไม่เหนียวแน่น
�� สีลัง รักขติ เครื่องขัดที่สอง ให้รักษาศีล ๕ให้ครบ เพราะศีล ๕ เป็นหลักประกันของสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข รักในทุกๆ ชีวิตเหมือนเป็นญาติของตน

�� ศีลมีอยู่ ๓ แบบ คือ
สัมปัตตวิรัต คือ งดเว้นเอาเอง ตั้งใจงดโดยไม่ต้องขอศีลจากพระ
สมาทานวิรัต คือ สมาทานศีลกับพระ
สมุทเฉทวิรัต คือ ศีลของเหล่าพระอริยเจ้าไม่ต้องสมาทานอีกแล้ว

�� บางครั้งเราก็พูดแบบหนักๆ ให้หมู่อยู่เหมือนกัน ใครฟังเป็นก็ไม่โกรธ ใครฟังไม่เป็นก็โกรธ

�� เจริญภาวนาเพื่อพัฒนาจิตเอาชนะนิวรณ์ ๕อันเป็นเครื่องกีดขวางความเจริญของใจ คือ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ และวิจิกิจฉา ต้องขจัดด้วยภาวนา

�� ผู้ถึงพร้อมด้วยทาน ศีล ภาวนา ได้ชื่อว่ามีใจที่พัฒนาแล้ว เจริญแล้ว จะไม่มีทางเอารัดเอาเปรียบ มีแต่การเสียสละ จะอยู่ร่วมกันได้โดยสงบสุข

�� จิตของเราทุกคนนั้นมันลอยเคว้งคว้างในสังสารวัฏมานานไม่มีที่จบสิ้น เพราะอาสวะกิเลสยังมีอยู่ในหัวใจ ถ้าเราทำให้หมดอาสวะกิเลสได้ในภพชาตินี้จะมีแต่สุขล้วนๆ ไม่มีราคะ โทสะ โมหะเลยเราก็จะไม่เวียนว่ายตายเกิดอีก

�� การทำความเพียรโดยฝึกหัดดัดแปลงฝึกปรือ ขัดเกลาตนเองให้เหือดแห้งไปจากอาสวะ พระพุทธเจ้าท่านทรงให้แนวทางไว้หลายวิธี เช่น ได้บัญญัติเรื่องการธุดงค์ให้พระสงฆ์ฉันมื้อเดียว ก็ทำให้กิเลสเบาบางลงได้ เพราะไม่กังวลเรื่องการบริโภคหรือการนอนให้น้อย แต่ควรรู้จักความพอดีเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลางไม่เคร่งเกินไป หาเวลาพักผ่อนบ้าง ยืน เดินนั่ง นอน ก็อย่าถือเอาสิ่งไหนมากเกินไป ทำทั้ง ๔ อย่างให้พอดีแก่ร่างกาย ใจก็จะสงบใจก็สุข ไม่ยึด ไม่ถือ ไม่ยึดมั่นในทุกสิ่งเป็นการอยู่ง่าย กินง่าย ไม่มักมากในการอยู่การกิน การหลับ การนอน

�� การทำสมาธิเป็นพุทธบูชา ให้นั่งเป็นเวลาพอสมควร ไม่ใช่นั่งแป๊บเดียว นั่งให้ได้รับความสงบ ทีแรกก็มีวิตกเสียก่อน แล้วถึงวิจารณ์เรื่องของสังขารร่างกายของเรา พอใจสงบก็เกิดปีติอย่างไม่เคยเป็น ซาบซ่านไปหมดอย่างนี้เรียกว่าปีติ จะมีแต่สุขล้วนๆ ไม่มีความทุกข์เจือปนเลย เป็นเอกัคคตาจิตเป็นหนึ่ง คือ มีแต่รู้อย่างเดียว สติระลึก
ได้ว่ารู้อยู่อย่างนั้น มีอารมณ์เดียวเป็นเอกัคคตารมณ์ มีอานิสงส์มาก

�� ใจเราตายไม่เป็น ใจเราเป็นอมตธาตุ เวลาปฏิบัติลงไปถึงที่ จะมีเพียงจิตดวงเดียวเอกายะโน เอยังมัคโค เป็นหนึ่งเดียวไม่มีสองถ้าเราทำใจอย่างนี้ได้เป็นการภาวนา ระงับทั้งโสมนัสและโทมนัสได้ ทุกอย่างจะระงับไปได้ เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
�� ครูบาอาจารย์ท่านสอนให้เราพิจารณาถึงอสุภะ อสุภัง หมายถึงร่างกายของเราทุกคนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีการสึกกร่อนเน่าเปื่อยอยู่ทุกๆ วินาที อาหารที่เรากินไปทุกวันไม่สามารถหยุดยั้งความเสื่อมความเน่าเปื่อยไปได้ จึงให้คิดทบทวนเสมอๆ ให้คิดพิจารณาอาหารเหล่านั้นเป็นปฏิกูล

�� เราไม่ควรเป็นผู้เลี้ยงยาก กินง่าย อยู่ง่ายโดยเฉพาะเมื่อเราบวชเป็นพระเป็นเณรผู้ปฏิบัติธรรมแล้วต้องเป็นผู้เลี้ยงง่ายกินง่าย อยู่ง่าย ไม่เป็นภาระหนักใจแก่ผู้อื่นนั่นแหละเป็นธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

�� พระตถาคตเจ้าท่านกล่าวไว้อย่างนี้ ธรรมใดเป็นไปเพื่อความเลี้ยงยาก เพื่อความมักมากมักใหญ่ ธรรมนั้นไม่ใช่ธรรมไม่ใช่วินัยไม่ใช่คำสั่งสอนของเราตถาคต สำหรับพระภิกษุสามเณรและผู้มาปฏิบัติธรรมอาหารที่เรารับประทานนั้น ได้มาจากผู้ที่มีจิตศรัทธามีเมตตาจิต นี่ก็เสมือนว่าผู้อื่นเขาเลี้ยงเรา เพราะฉะนั้นเมื่อเขาศรัทธานำอาหารมาเลี้ยงดู ก็อย่าให้เขาหนักใจมีอะไรให้เรากิน อร่อยหรือไม่ ถูกปากเราหรือไม่ ก็ต้องไม่เป็นไร ถ้าเราเป็นคนเลี้ยงยาก เรื่องมากแม้แต่เรื่องกินนั่นก็เป็นกิเลส ซึ่งจะเป็นตัวขวางการปฏิบัติธรรมการภาวนาของเรา เพราะทุกอย่างไม่สะดวกสบายเหมือนอยู่บ้าน ซึ่งทำให้ เรายึดติดกับความสบายก็เท่ากับเป็นการเลี้ยงดูกิเลส ต้องมีคนปรนนิบัติถูกใจนั่นก็คือถูกใจกิเลส ไม่เป็นธรรมไม่เป็นวินัยน่ะสิ

�� บุคคลใดเป็นคนเลี้ยงง่าย มีกิจวัตรประจำวันที่เรียบง่าย ใจจะสบาย การปฏิบัติก็รวมใจเป็นหนึ่งได้ง่าย ความวุ่นวายก็น้อยลง ความกังวลยึดติดจะไม่มี

�� บุญ คือ ความสุข ความสะอาด ความผ่องใสกุศล คือ ความฉลาดเฉลียว มีสติ มีปัญญาบุญกุศลมันหมดไปได้นะ แต่เหตุที่บุญไม่หมด เพราะเราสร้างใหม่เพิ่มเข้าไว้ทั้งบุญกุศลก็เหมือนทรัพย์ภายนอกเป็นข้าวของเครื่องใช้ ไม่ว่าจะเป็นของใช้ของเราทุกอย่าง ที่มีอยู่ได้เพราะหามาเพิ่มเอาไว้ ถ้ามีแต่ใช้ไม่หาเพิ่ม แม้เงินทองทุกอย่างก็หมดไปได้ทั้งนั้น เช่นเดียวกับบุญกุศลนั่นแหละ เราใช้ไปทุกวันแต่ไม่แสวงหา ไม่ทำเพิ่มก็หมดได้นะ

�� ทำจริงๆได้ผลจริงๆ ทำอะไรต้องทำให้มันจริง ไม่ส่งออกไปดูเขาโน้น ดึงใจมาไว้ที่เรานี่ พิจารณาอยู่ตรงนี้ ให้พิจารณาทุกลมหายใจเข้าออก ถ้าไม่ได้ก็ให้มันเผลอน้อยที่สุด การทำความเพียรไม่ใช่เดินจงกรมหรือนั่งสมาธิ ไม่ใช่ทำทั้งวันทั้งคืนหรอกถ้ายังเดินคิดนั่งคิด ก็จัดว่าเป็นความเพียรไม่ได้ เรียกว่าฟุ้งซ่าน การทำความเพียรหมายถึงการมีสติ ทำอะไรทำอย่างมีสติระลึกได้อยู่ จะก้าวหน้า จะถอยหลังเหลียวซ้าย แลขวา จะพูดจาอะไรมีสติกำหนดรู้ทั่วอยู่ ระลึกได้อยู่เสมอ นี่เรียกว่าทำความเพียร ทุกอิริยาบถจดจ่ออยู่อย่าเผลอ ร่างกายมันพักผ่อน ใจก็ยังมีสติอยู่นี่เรียกว่าความเพียร

�� เพราะเราเป็นมนุษย์ เราสามารถทำความดี สร้างบุญกุศลได้ สิ่งมีชีวิตอื่นๆ เขาทำอย่างเราไม่ได้ เกิดเป็นมนุษย์นั้นยากเย็นมากต้องมีบุญเท่านั้นถึงได้เกิดเป็นมนุษย์และมีบุญมากยิ่งที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เกิดมาเป็นผู้ที่มีไตรสรณคมน์ที่มั่นคงไม่หวั่นไหว บุญกุศลที่เราได้บำเพ็ญมาประพฤติปฏิบัติธรรมแบบนี้ถึงเรียกได้ว่าเป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้

�� ทรัพย์ภายใน ท่านว่า แสวงรู้ แสวงอ่านแสวงฟัง แสวงเรียน นี่เป็นทรัพย์ภายในแต่ถ้าท่านผู้ใดปล่อยให้วันเวลาล่วงไปๆไม่แสวงหาทรัพย์เหล่านี้ไว้ในใจ ก็จะโง่ไม่ฉลาด จะทำให้เป็นคนจนได้

�� ที่พึ่งอันประเสริฐสุด คือ พระรัตนตรัย ได้แก่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ นี่คือที่พึ่งอันสูงสุด มีอานุภาพมากไม่สามารถประมาณได้เป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก ให้มีแต่พระรัตนตรัยจะเอาอะไรมาดีกว่านี้ไม่มีแล้ว คนที่ไม่มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง จะเป็นที่พึ่งของใครไม่ได้ พึ่งตัวเองก็ไม่ได้ ไม่มีทางออก บางคนพอคิดอะไรไม่ออกก็คิดสั้นฆ่าตัวตายไปให้เป็นวิบากกรรมติดตามไปในภพหน้าชาติหน้าต่อไปอีกชั่วกาลนาน

�� ศรัทธา คือ ความเชื่อ เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เชื่อว่าบาป บุญ เวรกรรมนั้นมีจริงต้องสร้างศรัทธาให้เข้มแข็งขึ้น จึงจะเป็นแรงบันดาลใจให้เราทำแต่ความดี

�� ถ้าไม่ติดในตัวเจ้าของก็ไปได้แล้ว...สบาย

�� มีหลายคนแล้วที่ประสบกับปัญหาเข้าขั้นวิกฤติ ยามเข้าตาจนแล้วรอดปลอดภัยจากเหตุการณ์จากปัญหาร้ายแรงมาได้อย่างคาดไม่ถึง เป็นเพราะเขาระลึกนึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งบ่อยๆเพียงน้อมระลึกนึกถึงก็ได้บุญกุศล ทำให้ผ่านพ้นวิกฤติได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

�� ศีล แปลว่า ปกติ คนไม่มีศีลก็เรียกได้ว่าเป็นคนไม่ปกติ ศีล ๕ ก็คือ ไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดโกหก ไม่ดื่มเหล้าเมายา ทำได้ก็จะนำความเจริญมาสู่ตัวเรา สู่ครอบครัว ครอบครัวก็มีความสุข

�� ธรรมทั้งหลายมีใจถึงก่อน จะทำบาปทำบุญก็ใจเป็นไปก่อน

�� หิริ คือ ความละอายต่อการทำบาป อะไรที่เป็นบาปไม่ทำ ถึงไม่มีใครรู้ใครเห็น แต่บาปนั้นจะถูกบันทึกไว้ในใจเรา เวลาเราจะสิ้นอายุขัย ภาพบาปบุญที่ทำไว้จะฉายให้เราเห็นก่อนที่เราจะละโลก ถ้าใครทำบาปไว้ก็จะเห็นภาพนั้น ใจก็จะเศร้าหมอง ส่งผลให้ต้องตกไปนรกในอบายภูมิ ส่วนใครทำบุญทำสมาธิ ภาวนา รักษาศีล ก็จะเห็นนิมิตที่ดีใจก็เป็นสุข ส่งผลให้ไปดีไปสบาย

�� โอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัวต่อการทำบาปไม่กล้าทำบาป แม้ถูกจ้างวาน ถ้ารู้ว่าเป็นบาปเราก็ไม่กล้าทำ ยอมอด เราจะเกิดโอตตัปปะเพราะฉะนั้นจิตใจเราจะสะอาดบริสุทธิ์มาก

ถ: ตัวจิตเป็นยังไงครับ ตัวไหน แบบไหน
ต: จิต ผู้รับรู้ หลวงปู่ท่านตีแขนโยมแล้วถาม
ว่า รู้ไหมเนี่ย ใครเป็นผู้รู้ กายเขาไม่รู้อะไรด้วยเลย จิตนั่นแหละเป็นผู้รู้
ถ: “ความคิด” กับ “จิต” คือตัวเดียวกันใช่ไหมครับ
ต: ความนึก ความคิดมันเป็นตัวจิตนั่นแหละตัวจิตเองนั่นแหละที่เป็นผู้ปรุงผู้แต่ง

ถ: เวลานั่งสมาธิแล้วมันเหน็บชา ถ้าผมนั่งไปเรื่อยๆ มันจะหายไหมครับ
ต: ถ้ามันเหน็บมันชาขึ้นมา ให้เราอดกลั้นไว้ก่อน อย่าพึ่งออก พอใจมันรวมเข้าไปเป็นหนึ่งแล้ว ไม่มีร่าง ไม่มีกาย ไม่มีแข้งไม่มีขา ความเจ็บแข้ง เจ็บขาหายไปหมดเบาสบายเลยที่นี้

�� เวลาพูด ให้พูดด้วยความมีสติ มันจึงเป็นสาระเป็นประโยชน์ ถ้าพูดด้วยความไม่มีสติมันเฟ้อ ดูอย่างเวลาที่หลวงปู่มั่นท่านพูด ไม่ว่าที่ไหนๆ เป็นสาระออกมาน่าฟังทั้งนั้น เพราะท่านพูดด้วยความมีสติ

�� ถ้าตั้งใจที่จะภาวนา อย่าส่งจิตไปทางอื่นให้รู้อยู่ในกายในใจของเรานี่แหละ ถ้ายังตามความคิดอยู่ไม่ใช่ภาวนา

�� ยืน เดิน นั่ง นอน ให้พิจารณาธรรม ไม่ต้องอ้างว่านั่งเสียก่อนจึงพิจารณาธรรมะนอนเสียก่อนจึงพิจารณาธรรมะ พิจารณาได้ทุกเมื่อทุกอิริยาบถ ให้พิจารณาทุกขังชาติความเกิดเป็นทุกข์ พิจารณาอนิจจังความไม่เที่ยง เวลาที่ความโลภ ความโกรธความหลงมันเกิดขึ้นแล้วเป็นอย่างไรเวลาที่มันหมดไปดับไปเป็นอย่างไรอย่างเวลาโกรธมันร้อนเป็นพืนเป็นไฟแต่พอมันหยุดแล้วทำไมมันไม่โกรธมันหายไปไหนล่ะ ราคะ โทสะ โมหะมันดับเป็น มันไม่เที่ยง พิจารณาอนัตตามันไม่ใช่ตัวของเราเลย เกิดแล้วก็ดับๆไม่ใช่ตัวของเราที่ไหนเลยให้พิจารณาทุกขัง อนิจจัง อนัตตาของสังขาร พิจารณาอย่างนี้อยู่ทุกเมื่อ อย่าไปอ้างกาลอ้างเวลา

�� ถ้าคนมีสติแล้วไม่พูดพล่ามอะไรหรอกอยู่กับสติของตัว ไม่พูด...เสียเวลา

�� ฟังด้วยดีย่อมได้ปัญญา ให้เคารพต่อการฟังธรรมด้วยใจจริง ไม่ส่งจิตไปทางอื่นเพื่อให้ได้เนื้อหาสาระเข้ามาสู่ใจของเราจริงๆ

�� เรื่องการปฏิบัติธรรม ปฏิบัติอะไร ปฏิบัติจิตปฏิบัติใจของเรานี่แหละ ทำอย่างไรใจของเราจะสะอาดหมดจด ปราศจากมลทิน ปราศจากโทษทั้งปวง

�� ผู้ที่มีจิตใจผ่องใส สะอาด ไม่มีโทษจะมีหน้าตาผ่องใส ไม่เศร้าหมอง ไม่ขุ่น ไม่มัวเป็นที่น่าคบค้าสมาคมด้วย บุคลิกลักษณะนั้นบ่งบอกถึงความสุขของใจ

ถ: เวลาเหนื่อยๆ เพลียๆ สติจะหายบ่อยต้องทำอย่างไรครับ
ต: เพลียก็เป็นเรื่องของเพลีย สติยังมีอยู่นี่มันเพลียก็ระลึกได้อยู่ ไม่ใช่มันหายไปให้รู้จักว่ามันเพลีย พอระลึกได้ก็กำหนดความเพลียเข้าไปสิ ทำไมมันจึงเพลียมันเพลียอยู่อย่างนี้ทุกวันหรือ มันเป็นบางครั้งบางคราวเท่านั้น มันไม่เที่ยง จะเอาอะไรกับมัน อย่าไปยึดไปถือมาเป็นตัวเป็นตน

ถ: ผมรู้สึกว่า มันจะมารู้อยู่ท่ามกลางอกเวลาที่รับรู้อะไร มันจะมาสะเทือนอยู่ตรงนี้ครับ ผมเฝ้าดูเฝ้ารู้เขาไป เวลาที่มีความคิดความปรุงอะไรเกิดขึ้นไม่ใส่ใจ ถ้าทำอย่างนี้ได้ไหมครับ
ต: ไม่ส่งออกไปจากความรู้ กำหนดรู้อยู่ใจเป็นผู้รู้ ถ้ามันไม่รู้ก็ไม่ใช่ใจ กำหนดจิตอยู่กับความรู้ ถ้ากำหนดแล้วไม่รู้อะไรเลย มันไม่ใช่แล้ว การกำหนดต้องรู้อยู่เสมอ หายใจเข้า รู้ หายใจออก รู้ มีสติรู้อยู่นั้นเป็นปัจจุบันธรรม ไม่ส่งไปทางอื่นก็ใช้ได้แล้ว ถ้าทำได้นานๆมันเป็นฌานกำหนดอยู่ในรูป เรียกรูปฌาน ถ้ากำหนดอยู่ในไม่มีรูป มีแต่รู้ เรียกว่าอรูปฌานไม่มีอายตนะต่อไปอื่น เพิ่นว่า มันใช้ได้แล้ว ถูกทาง ได้กำลัง ต้องการให้เป็นอย่างนั้น กำหนดใจให้รู้อยู่ตรงนั้นแหละ
ถ: เวลาที่เราเฝ้าดูเฝ้ารู้อยู่ที่ใจ ถ้าเราไม่เผลอจิตจะไม่ส่งออกไปครับ แต่ถ้าเผลอเหมือนสติมันเคลื่อนออกไปจากความรู้
ต: ถ้ายังส่งไปโน้น ส่งไปนี้ มันเป็นสังขารจิตตสังขาร ปรุงแต่งไป ไม่ได้อยู่กับที่ ถ้ามีเหตุมันจึงค่อยไป มันจึงค่อยดู ถ้าไม่มีเหตุมันไม่ไป มันไม่ดู
ถ: ตอนที่มันไม่ไป ไม่ดู มันว่างเลยหรือครับ
ต: อือ..มันว่าง ถ้าดูอยู่เฉยๆ มันวาง ไม่ยึดไม่ถือ เมื่อวางได้แล้วมันก็ว่าง จิตมันว่างแล้ว อะไรๆ มันก็ไม่เป็นของเราทั้งนั้นอย่าไปสำคัญมั่นหมายว่าเรารู้แล้ว เฉยๆไว้ ถ้าใจเป็นอย่างนี้ มันสุขหรือมันทุกข์ใจวาง ใจว่าง มันจะเกิดสุขพิเศษขึ้นมามันอยู่ที่นี่เอง ตามหามันมาพอแรงแล้วในที่สุดก็เจอ คำว่ารู้ มันเป็นใจเป็นจิตแท้
ถ: จิตรวม คือ สติเขารวมกับจิตใช่ไหมครับ
ต: มันไม่ส่งออกไปไหน มันรวมแล้ว มันรู้แล้วมันไม่ส่ง มันอยู่แต่รู้อย่างเดียว มีแต่รู้แจ่มชัดลงไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสิ้นสงสัย

�� ผู้รู้นั้นเป็นจิต ส่วนผู้ไม่รู้อะไรกับเขามันเป็นสังขารหรอก มันปรุงมันแต่งเฉยๆมีแต่เรารู้ของภายนอก ตัวของมันไม่รู้เราของเหล่านั้นมีแต่เรารู้มัน แล้วจะเอามันมาเป็นเราได้ไง ระลึกอย่างนี้ก็ได้ รู้เท่าเอาทันให้ติดต่ออยู่อย่างนี้มันจะเป็นพลังต้องการให้อยู่ มันก็อยู่ ต้องการให้ไปมันก็ไป จะว่ามันปรุงแต่งก็ใช่อยู่ แต่ว่ามันปรุงแต่งตามความเป็นจริง ไม่ได้ปรุงแต่งนอกออกไปหรอก รู้ปัจจุบันธรรมอยู่อย่างนั้นแหละ

�� หายใจเข้า รู้ หายใจออก รู้ จะเอามันมาเป็นเราหรือเปล่า เราเพียงไปเห็นเฉยๆ ถ้าเอามาเป็นเราก็ตะครุบเงา ไม่ได้ตะครุบตัวจริงเราวิ่งเร็ว มันก็วิ่งเร็วตามเราแต่ตะครุบก็ไม่ทันอีก สัญญาอนิจจา สังขาราอนิจจารู้เท่าเอาทันมัน รู้ไม่เท่ามันเอาครึ่ง ถ้ารู้ไม่ถึงมันเอาหมด หลงตามมันไปหมด

�� เรื่องจิตไม่ใช่เรื่องอะไร นอกจากการตั้งสติไม่ให้เผลอ จะทำกิจอันใด ก็ทำด้วยความรู้ไม่ใช่ทำด้วยโมหะ โมหะ คือ ความหลงความไม่รู้ เมื่อเราไม่รู้มันก็ปรุงเราแต่งเรา

�� วาง.... เฉย มันก็ไม่ติดภพติดชาติ

�� ให้รู้อยู่กับปัจจุบัน อดีตที่ล่วงไปแล้วไม่ให้คิด อนาคตที่ยังไม่มาถึงก็อย่าไปคิดอยู่กับปัจจุบันธรรม หายใจเข้า รู้ หายใจออก รู้ ลมหายใจมันสั้นหรือมันยาวก็รู้หายใจโปร่งดีสบายดีก็รู้ หายใจอิ่มหายใจไม่อิ่มก็รู้ เอาอยู่กับพุทโธ (รู้ ตื่น เบิกบาน) นี่แหละ หายใจเข้า รู้ หายใจออก รู้ แค่นั้นพอ สติจะแก่กล้าขึ้นมาเอง
�� เวลาเรายืนเราก็มีสติ เราเดินเราก็มีสติเรานั่งเราก็มีสติ เรานอนเราก็มีสติ จนกว่าจะหลับไป อยู่กับสติปัฏฐาน ๔ มีสติรู้อยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม นี่แหละ

�� หลวงปู่มักเมตตาเตือนพระเณร ให้รู้จักตนรู้จักบุคคล รู้จักกาล รู้จักประมาณ

�� ตามประวัติของพระอานนท์ ท่านปฏิบัติแทบล้มแทบตาย เวลาจะได้จริงๆ หมดอาลัยตายอยาก โอ๊ย! เราไม่ได้สำเร็จแล้ว หมดอาลัยแล้ว ท่านเลยนอนพอวางแล้ว หัวยังไม่ถึงหมอน วาบไปเลยพอวางหมดแล้วนิพพานอยู่ตื้นๆ นี่เองเพราะความอยากสำเร็จ มันจึงไม่ไปไหนมันคาความอยาก มันเป็นสัคควรณ์มรรควรณ์ (กั้นสวรรค์, กั้นนิพพาน) ถ้ายังอยาก ยังยึดถืออยู่ มันคาความอยาก คาความยึด คาความถือ นิพพานมันจึงอยู่ลึก

�� คนเราถ้าไม่ปฎิบัติธรรมแล้ว เรียกว่าย่ำต้นกินผล เหยียบย่ำต้น กินแต่ผลย่อมมีแต่จะเสื่อมไปสิ้นไป ถ้าปฏิบัติธรรมแล้ว เรียกว่าบำรุงต้นให้งามจึงออกดอกออกผลให้ได้บริโภคใช้สอย

�� พระเราสิ่งใดที่พอเหมาะพอดี เราก็เอาสิ่งนั้น อย่าให้มันเกินไป เป็นธรรม

�� เราอยู่ในโลก อย่าฝืนโลก ถ้าฝืนโลกมันผิดธรรมดา ฝืนธรรมดา

�� ถ้าเป็นพระควรพิจารณาในการรับ แต่ถ้าเป็นแพะเอาแหลกทุกอย่าง ผิดธรรมผิดวินัยก็ไม่ใส่ใจ

�� สิ่งใดที่ผิดธรรมผิดวินัย พวกเราอย่าทำอย่าฝ่าฝืนคำสั่งคำสอนของพระบรมศาสดาทำตามธรรมตามวินัย ให้เป็นพุทธบูชาธรรมบูชา สังฆบูชา ก็เป็นธรรมไปเรื่อยๆไม่เหยียบไม่ย่ำจะมีแต่ความเจริญ

�� อธิศีลสิกขา สิกขิตตัพพา ศึกษาศีลอย่างเคารพยิ่ง ให้ยินดีในการรักษาศีลให้ยิ่งที่สุด ยิ่งกว่าชีวิตโน้นแหละอธิจิตตสิกขา สิกขิตตัพพา ฝึกหัดจิตให้ยิ่ง ทำสมาธิให้ยิ่งอย่าให้ย่อหย่อนได้ให้มันตึงไปเรื่อยๆ ไม่งั้นมันจะไหลไปทางสายต่ำ ต้องฝืนมันบ้าง รักษาจิตให้ยิ่งจะทำให้เกิดปัญญาอธิปัญญาสิกขา สิกขิตตัพพา ศึกษาปัญญาอย่างเคารพยิ่ง ไม่ทำอ้อๆ แอ้ๆ ต้องเอาชีวิตเข้าแลก อย่างที่ครูบาอาจารย์ท่านทำมา จนรู้ว่าสิ่งนี้ถูกต้อง สิ่งนี้ไม่ถูกต้อง สิ่งนี้ไม่ใช่ทาง สิ่งนี้เป็นทางเดินเพื่อความพ้นทุกข์ ทั้งสามอย่างนี้เป็นเครื่องบรรลุคุณธรรม

�� ราคะไม่มี โทสะไม่มี โมหะไม่มี ความดึงดูดของโลกดูดไม่ได้เลย เพราะไม่มีสิ่งที่จะดึงดูดกันได้แล้ว เพราะฉะนั้นพระอริยเจ้าท่านไปไหนมาไหน ท่านเหาะเอาเพราะโลกไม่ดึงดูด

�� มัวแต่คิดจะต่อต้านผู้อื่น ทำไมไม่คิดต่อต้านกิเลสตัวเอง เอาชนะกิเลสตัวเองทำอย่างไรความโลภมันจึงจะเบาบางลงทำอย่างไรความโกรธมันจึงจะเบาบางลงทำอย่างไรความหลงมันจึงจะเบาบางลงไปนี่คือหน้าที่ของเราโดยตรง

�� ผู้ภาวนาชั้นยอด ท่านเพียรฆ่าความโกรธให้มันหมด ฆ่าความโลภให้มันหมดฆ่าความหลงให้มันหมด

�� ไปเดือดร้อนอะไรกับคนนินทา ใครนินทาเราไม่ได้ยินไม่ใส่ใจก็สบาย คนนินทาน่ะเป็นยาชูกำลังที่จะเตือนตัวเอง เขาติดีกว่าเขาชมจะได้รู้ตัว ถ้าเราเป็นอย่างนั้นจะได้ปรับปรุง เราจะไปโกรธเขาทำไมถ้าไปโกรธเขาก็เรียกว่าเราแพ้ตัวเอง

�� เรามาอาศัยกายนี้ทำคุณงามความดีร่างกายนี้ไม่ได้อยู่กับเรานานเท่าไรนะมันคร่ำคร่าชราภาพไปเรื่อย มันเดินตาม
ทางมันไปอยู่แล้ว ห้ามมันไม่อยู่ มันไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล มันเป็นสภาพสูญห้ามไม่อยู่ ดังนั้นจงรีบทำความเพียรให้อาสวะกิเลสมันสิ้นไปโดยเร็ว

�� เดินจากกุฏิไปศาลา ก็เดินด้วยความมีสติถึงศาลาจะทำกิจอันใด ปัดกวาด เช็ดถูปูอาสนะ ก็ทำด้วยความมีสติ เสร็จแล้วนั่งภาวนาคอยหมู่ หมู่มาก็ครองผ้าอุ้มบาตรด้วยความมีสติ เดินภาวนาไปเรื่อยจนไปถึงในหมู่บ้านโน้นแหละ เดินสำรวมไป มองดูข้างหน้าระยะสายตาพอมองเห็นได้ เอาอยู่อย่างนั้นแหละ มีสติ อย่าทิ้ง

�� ใจให้เด็ดเดี่ยว ไม่กังวลไม่สนใจกับใครอยู่เหมือนอยู่คนเดียว เงียบทั้งวันทั้งคืนให้พิจารณากรรมฐานตัวเอง พิจารณาร่างกาย พิจารณาจิต มันฟุ้งซ่านไปไหนมาไหนให้รู้จักมัน รู้เท่าทันกับกิเลส สู้กับมัน ให้กิเลสมันยอม

�� ใครเป็นคนประคบประหงม ใครเป็นคนเช็ดขี้เช็ดเยี่ยว ใครเป็นคนดูแลให้ความปลอดภัย ผู้นั้นคือ บิดา มารดา

�� การฟังธรรม ให้ตั้งใจฟังจึงเข้าใจ จึงได้รับประโยชน์ ภาชนะคือใจเป็นผู้รองรับเอาธรรมะ ถ้าใจยังวอกแวกอยู่ ใจยังแตกยังร้าวอยู่ ถึงจะเทน้ำใส่ภาชนะที่แตกที่ร้าว ที่รั่ว มันจะอยู่ได้นานขนาดไหนมันไหลหนีหมด ไม่ได้กักขังน้ำไว้ได้เลย

�� อวดดี ที่ไม่มีดีในตัว อวดเก่งก็ไม่มีเก่งในตัว อวดรู้ แต่ก็ไม่มีความรู้อะไรในตัวคนโง่ดักดานแต่ชอบอวดฉลาด พระเราอวดอุตตริมนุสสธรรม คือ อวดธรรมที่ไม่มีในตัว อวดหมู่ว่าตนได้ตนถึง แต่ที่จริงมันไม่ได้อะไร คว้าน้ำเหลว ไปมือเปล่ามามือเปล่า แต่ว่าอวดว่าตัวได้ตัวถึงนั้นเรียกว่าอวดดีแท้ ไม่เข้าท่าเลย โง่ไม่เป็นเป็นใหญ่ยาก

�� ไม่ต้องรู้อะไรมาก รู้ภายในน้อยๆ รู้ตามคำสั่งสอนน้อยๆ มันก็กว้างออกมาได้รู้ทุกขัง รู้อนิจจัง รู้อนัตตา รู้แค่นี้ก็ใช้ได้แล้วบันทึกธรรมจากหลวงปู่

�� หลวงปู่มักนำคติธรรมขององค์หลวงปู่มั่นภูริทัตโต มาเตือนพระเณร ว่าแก้ให้ตกเน้อ แก้บ่ตกคาพกเจ้าไว้ แก้บ่ได้ แขวนคอต่องแต่ง แก่บ่พ้นคาก้นย่างยาย คาย่างยายเวียนตายเวียนเกิด เวียนเอากำเนิดในภพทั้งสาม ภพทั้งสามเป็นเฮือนเจ้าอยู่ ภพทั้ง ๓ มี กามภพ ยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ อันเราลอยคออยู่ รูปภพ ออกจากกามมาแล้ว แต่มาติดอยู่ในรูป รูปร่างกายอันนี้ ดูรูปอยู่นี่แหละ อรูปภพ ไม่มีรูปร่าง เป็นจิตดวงเดียว จิตดีจิตเด่น แต่มันยังไม่หลุด ยังเป็นเฮือนเจ้าอยู่ ถ้าวิมุตติจริงๆ แล้วไม่ลูบคลำอีก ถ้ายังลูบคลำเรียกว่าสงสัยอยู่ อย่างเราไปจับงูยังสงสัยอยู่ว่าเทียนหรืองู พอเราลูบคลำมัน มันก็กัดเรา กิเลสเป็นงู ราคะ โทสะโมหะเป็นงู ถ้าไปลูบคลำมันเข้า มันก็กัด เจ็บปวดมาก มันเป็นพิษ

�� ถึงบวชเป็นพระอยู่ ก็ยังลอยคออยู่ในกาม ติดใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ อันเป็นเครื่องสัมผัสที่คฤหัสถ์เขาสะสมห่วงและหวงแหน ไม่มีแก่นสารเลย ติดกันอยู่แค่นี้แหละ ไม่ยอมยกสมมติเหล่านั้นออกจากจิตเลย หากสักว่าแต่รูปสักว่าแต่รส สักว่าแต่กลิ่น สักว่าแต่เสียงจิตใจจะโปร่งเบา ผ่องใสเป็นอย่างยิ่ง

�� สังขารความคิดปรุงแต่งมันไม่ใช่เรา แต่มันลากเราให้ติดให้ทุกข์ไม่รู้จักจบจักสิ้นเพราะฉะนั้นจงอย่าเชื่อสังขาร

�� คนเราถ้าจิตเศร้าหมองขุ่นมัว ใจเป็นทุกข์นั้นเป็นอกุศล ทุคติเป็นอันหวังได้ ถ้าจิตใจผ่องใส ใจไม่ขุ่น ใจไม่มัว เป็นกุศลสุคติเป็นอันหวังได้ แม้ยังไม่ตายก็มีความสุข เกิดปีติปราโมทย์ รู้จักมัน จับมันได้ เอาตัวมันไม่เศร้าหมอง เอาตัวมันผ่องใส ถ้าไม่มีทุกข์โทษทางอื่น เราก็ผ่องใสอยู่ได้ ถ้ามีทุกข์โทษอยู่ในใจมันก็ขุ่นมัว ราคะ โทสะ โมหะ ของเหล่านี้เป็นของเศร้าหมอง ถ้าเอาใจไปแส่ส่ายตามมัน เรียกว่าตามอกุศลไปตามบาปไป ยึดเอาความบาปมาเป็นตนเป็นตัว เรียกว่า ยึดผิด ถือผิด

�� เรียนทางโลก เรียนไปๆ ก็ยิ่งหนาไปเรื่อยไม่เบาบางได้เลย เรียนทางธรรมเรียนละละโลภ ละโกรธ ละหลง ละกิเลสตัณหามันก็เบาไปๆ จนไม่มีภาระ หมดภาระ

�� ให้พากันรักษาศีล รักษาธรรม งดเว้นปาณาติบาต ไม่ฆ่าใครแล้ว ไม่ฆ่าสัตว์เราอยากกินอะไรก็หาซื้อเอา หมู ปลา ไก่เขามีวางขายอยู่ทั่วไป เราแค่เอาซากสัตว์มาทำฌาปนกิจเท่านั้นเอง ไม่มีเจตนาจะฆ่าหรือทำร้ายใครเลย

�� เวลาใด ใจผ่อง ใจใส ใจสะอาด ใจสบาย สงบเยือกเย็น ไม่เศร้า ไม่หมอง ไม่ขุ่นไม่มัว ไม่วุ่น ไม่วายกับใครๆ เป็นธรรมขึ้นในใจเวลานั้น จะนั่งเป็นสุข นอนเป็นสุขกินเป็นสุข ทำงานเป็นสุข สุขไปหมด ไม่เดือดร้อนอะไรที่ไหนเลย เป็นกุศลาธรรมาถ้าจิตใจเศร้าหมอง ขุ่นมัว เคียดให้คนโน้นโกรธให้คนนี้ กลายเป็นพยาบาทไป เป็นอกุศลาธรรมา แปลว่า โง่ ไม่ฉลาด ลุอำนาจแก่กิเลสของตัว ไปตามมันเป็นบาป

ถ: ทำสมถะมากๆ มันแช่ในอารมณ์ นิ่งไปเลย มันติดในสมาธิ
ต: มันจะแช่อะไร เราวุ่นวายมาตั้งเท่าไหร่จะทำความสงบให้ใจ มันจะแช่อะไร สมถะนี่แหละตัวสมาธิ ให้ใจมันสงบ ให้ใจมันแน่เสียก่อน จึงค่อยวิปัสสนา พิจารณาร่างกาย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง

�� ผม มันสวยงามตรงไหน ถ้าไม่สระ ไม่ล้าง๔-๕ วัน กลิ่นมันจะเป็นอย่างไร เวลามันหล่นลงมาใส่อาหาร กินได้หรือเปล่าถ้ามีผมก็ต้องคอยบริหารผม ทรงนั้นดีทรงนี้ดี มีแต่เราว่ามันดีเองเฉยๆ แต่ตัวของมันไม่ได้รู้อะไรด้วยเลย

�� ขน ที่อยู่ทั่วในร่างกายเรานี้ มันงามตรงไหนถ้าหล่นไปใส่อาหารแล้ว กินได้หรือเปล่าทำไมติดกันเหลือเกิน

�� เล็บ ที่อยู่ปลายมือ ปลายเท้าเรา เวลาเกาอะไรๆ ขี้เหงื่อ ขี้ไคล มันเข้าไปติดในเล็บทั้งดำ ทั้งเหม็น ถ้าไปหยิบอาหารจะน่ากินไหม

�� ฟัน เวลากินอาหาร เศษอาหารมันเข้าไปติดในซอกฟัน ถ้าไม่ได้แปรงฟัน ๒-๓ วัน กลิ่นมันจะเป็นอย่างไร ต้องแปรงมันอยู่ทุกวัน ตื่นนอนขึ้นมาก็ต้องแปรง เพราะมันเหม็น กินข้าวเสร็จก็ต้องแปรง จะนอนก็ต้องแปรง

�� หนัง หุ้มอยู่ทั่วร่างกาย ถ้าหนังไม่หุ้มไว้เลือดก็จะเยิ้มออกมา ถ้าดึงหนังออกมากองทั้งตัว ก็เหลือแต่เนื้อกับกระดูกที่มีน้ำเลือดน้ำหนองไหลเยิ้มไปหมด

�� พิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง อย่างนี้ให้มากๆ จนเห็นติดตา พิจารณาให้ละเอียดก็จะเกิดเบื่อ เกิดหน่าย เกิดคลายกำหนัดไม่ยินดีแล้วในร่างกาย แม้ร่างกายคนอื่นก็เหมือนกัน

�� หลวงปู่เมตตาแจกรูปภาพหลวงปู่ให้แก่ญาติโยม หลวงปู่ปรารภกับญาติโยมว่ารุ่นนี้ดีจริงๆ ไม่เคยติ ไม่เคยบ่น ไม่เคยเหล่ใครเลย ไม่เคยโกรธให้ใคร ไม่เคยเคียดให้ใคร เขาเอาไปทำอะไรก็เฉยเขาเอาไปตากแดดก็เฉย เอาไปแช่น้ำก็เฉย นั่งทับก็เฉย ใครจะทำอะไรก็เฉยเลยว่าดี ดีจริงๆ ถ้าตัวจริงนะลองดูสิ ใครมาทำไม่ดี สู้นะ

�� ธรรมะแสดงอยู่ทุกเมื่อ เกิดอยู่เสมอ ผู้มีปัญญาย่อมโอปนยิโก คือ น้อมเข้ามาใส่ตัวเอง น้อมเข้ามาพิจารณาในตัวเองเมื่อพิจารณามากเข้าก็จะปัจจัตตัง คือรู้ได้เฉพาะตน

�� พระพุทธศาสนาสอนอะไรบ้าง สอนให้คนละชั่ว กระทำดี ทำจิตให้ผ่องใส ความชั่วทั้งหลายไม่กระทำอีกแล้ว ใจจะสะอาดเพราะไม่แปดเปื้อนด้วยกิเลส ราคะ โทสะโมหะ มันเป็นโคลนตม ถ้าใครไปตกในราคะ โทสะ โมหะ มันก็แปดเปื้อนขี้โคลนจนลืมหูลืมตาไม่ขึ้น อาสวะเครื่องหุ้มห่อจิตใจให้มืดมิดปิดปัญญา

�� กิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลงเป็นอันตรายเด้อลูกหลานเอ๋ย เป็นกิเลสอย่างน่ากลัว ร้อนกว่าไฟ ใสกว่าแก้ว บ่มี เขี้ยวกัดกินคน กิเลสมันกัดกินคน เราจะทำตามมันอยู่หรือ เราต้องฝืนมันบ้างสิอย่าไปตามใจมัน

�� โลโภ ธัมมานัง ปริปันโถ ความโลภเป็นอันตรายแก่ธรรมทั้งหลาย เป็นอันตรายแก่ความเจริญทั้งหลาย โกโธ ธัมมานัง ปริปันโถความโกรธเป็นอันตรายแก่สติแก่ปัญญาของตัวเอง ถ้าไปลุอำนาจแก่มัน เป็นการทำลายตัวเอง อย่าง เฟอร์ดินานด์ มาร์กอสประธานาธิบดีของประเทศฟิลิปปินส์เป็นใหญ่มีอำนาจมาก แต่โกงกินแผ่นดินจนประชาชนเดือดร้อนอย่างมาก ต่อมาประชาชนรวมตัวกันขับไล่ จนต้องหนีออกนอกประเทศ เงินที่โกงกินแผ่นดินมาถูกยึดคืนหมด ในที่สุดก็ตายอย่างหมาข้างถนนความโลภเป็นอันตรายแก่ความเจริญทั้งหลาย ทำลายชื่อเสียง เกียรติยศรสนิยมพังไปตามๆ กัน ทำทานรักษาศีลเจริญภาวนาก็เพื่อกำจัดกิเลส

ถ: ติดสุขแก้อย่างไรดีครับ (พระถาม)
ต: สุขไม่เที่ยงหรอก ทุกข์ไม่เที่ยงหรอกทั้งสุขทั้งทุกข์ก็เสื่อมอยู่ ประเดี๋ยวสุขประเดี๋ยวทุกข์ไม่เที่ยงหรอก ต้องถึงนิพพานเสียก่อน
ถ: ผมรักดนตรีมากครับ พอได้ฟังได้เสพก็จะมีความสุข พอไม่ได้เล่นไม่ได้ฟังไม่ได้สนองตัณหามันก็ทุกข์หนัก
ต: มันไม่ใช่ธรรมะหรอก มันเป็นเรื่องของกิเลส ถ้าไปตามอำนาจของกิเลส ก็พออยู่กันได้เฉยๆ แต่มันเป็นทุกขัง อนิจจังอนัตตา ไม่ใช่เราไม่ใช่เขาหรอก เป็นเพียงเครื่องปรุงแต่ง
ถ: แล้วผมจะแก้อย่างไรดีครับ มันทรมานมากๆ
ต: มันอยากไปทางนั้น ก็ลองดูให้มันได้เห็นมรรคเห็นผล ลองดู ตามมันไปหลายๆ จะเกิดวิปลาส สัญญาวิปลาส
ทิฏฐิวิปลาส จิตตวิปลาส มันผิดจากแนวทาง มันไม่ใช่มรรคปฏิปทา ไปยึดเอาของไม่จริงมาเป็นจิต มันปรุงมันแต่งของมันเอง ของจริงมันไม่ปรุงไม่แต่งอะไร มันรู้อยู่อันเดียวเฉยๆมีแต่รู้อันเดียว ไม่ติดอะไรที่ไหนเหมือนหยดน้ำกลิ้งอยู่บนใบบัว ไม่ว่าจะกลิ้งไปทางไหนก็เป็นหนึ่งอยู่อย่างนั้นใสบริสุทธิ์สะอาดอยู่อย่างนั้น ไม่แปดเปื้อนอะไรกับใครเลย นี่อุบายโง่ๆของผมหรอก

�� รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง รู้จักจับรู้จักวาง รู้ทางพระนิพพาน

�� โยมกล่าวอาราธนาศีลจากหลวงปู่ หลวงปู่ถามโยมว่า ใครจะรับศีลแบบถาวรได้บ้างไม่ต้องสมาทานอีกแล้วมีไหมหนอ ไม่ขาดไม่ด่าง ไม่พร้อยแต่อย่างใดอีกเลย สัตว์ทั้งหลายเราไม่มีเจตนาจะฆ่าจะเบียดเบียนมันอีกแล้ว แต่ถ้าเผลอมองไม่เห็น ไปเหยียบมันเข้า ก็ธรรมดา ไม่ได้มีเจตนาถ้าไม่มีเจตนา ศีลไม่ขาดหรอก ถ้ามีเจตนาศีลถึงขาด ไม่มีเจตนาจะลักของเขาไม่มีเจตนาจะประพฤติผิดในกาม ไม่มีเจตนาโกหกใคร ไม่มีเจตนาจะกินเหล้ารวมถึงฝิ่น เฮโรอีน ยาบ้าทุกชนิด เรางดเว้นเด็ดขาดไม่กระทำอย่างนั้นอีกแล้วเรียกว่าศีลถาวรหรือนิจศีล อย่าให้ขาดให้ด่าง ให้พร้อยได้ อยากให้ตั้งเจตนาอย่างนี้นะ

�� บุญกุศลเกิดขึ้นที่ใจเรา ถ้าใจเรามีศีล มีสมาธิมันก็เกิดปัญญาขึ้นมา ถ้าใจของเราไม่มีศีลไม่มีสมาธิ ไม่มีความมั่นคงอะไรเลย มันก็ไม่เกิดปัญญา ไม่สิ้นสงสัยได้

�� มีศีล มีธรรม มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน จึงเป็น
คนดีได้ ถ้าไม่มีก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉานๆ เห็นกันก็กัดกัน มีอาหารกินมันก็ไม่แบ่งใคร มันหวงแต่ตัวคนเดียว กินไม่หมดโน่นแหละจึงให้เขา

�� ไวปากเสียศีล ไวตีนตกต้นไม้ เขามาว่าหรือทำไม่ดีกับเราก็สาธุๆ ไว้ อย่าไปโกรธเขา เราจะไม่โกรธ จะไม่ต่อสู้ใครเลยแม้แต่ยุงมากัด ก็ไม่คิดทำร้ายมันเลย

ถ: เวลานั่งสมาธิ ชอบไปนึกถึงอะไรที่มันไม่ดีใจมันเลยไม่นิ่ง แก้อย่างไรดีคะ
ต: ชอบนึกไปทางอื่น ส่งออก นึกออกนอกลู่นอกทางมันก็ผิดทาง ใจเป็นผู้ส่งออกไปไปแล้วได้อะไรมา ออกไปทำไม เราจะอยู่กับเนื้อกับตัว

�� ไม่ต้องถามปัญหาอะไรหลาย ไม่มีปัญหาไม่ต้องสงสัยอะไร มีความสงสัยเกิดขึ้นรู้อยู่ อย่าไปตาม ถ้าปล่อยให้มันสงสัยมันก็สงสัยเรื่อยไป รู้เท่าทันความสงสัยพอ

�� อยู่ในผ้าเหลืองเป็นเพศอันสงบ เป็นเพศอันสบาย เป็นเพศอันอุดม ให้รู้จักรักษา รู้จักทำความเพียร ถ้าละความเพียร
ก็จะเวียนไปหาความมักมาก

�� ความตายที่แท้จริงคืออะไร อะไรตายไม่ใช่แค่ร่างกายนอนตาย นั่นมันแค่
ร่างกายแตกดับเฉยๆ ความตายแท้ๆ คือ ไม่ต้องมาเกิดอีก ตัวไหนตัวไม่มาเกิดอีกตามเข้าไปๆ อ๋อตัวผู้รู้นี่เอง จิตเราระลึกว่าพุทโธเราก็รู้ หายใจเข้าเราก็รู้ ประกอบด้วยพุท หายใจออกเราก็รู้ ประกอบด้วยโธ ให้ระลึกรู้อย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนจิตรวมมันจะลืมพุทลืมโธ มีแต่รู้อย่างเดียวรู้ว่าเราไม่เผลอไม่หลง ตัวรู้นี่แหละตัวไม่ตาย ตายไม่เป็น เป็นอมตธรรม เป็นอมตธาตุ เมื่อสิ้นอาสวะก็ไปนิพพานรู้จริงๆ แล้วมันสว่างไสวไม่มีกลางวันกลางคืน ใจมันสว่างไสวอยู่อย่างนั้น ถ้าความรู้ดับไป มันก็มืด ถ้าความรู้ยังรู้อยู่ มันก็สว่างไสวขึ้นมา ถ้าสว่างแจ้งโลกแล้วสิ้นสงสัย ไม่มีบาป บุญ คุณ โทษ ความเศร้าหมองของใจไม่มี อิ่มอยู่อย่างนั้น นั่งอยู่ก็ยิ้มนอนก็ยิ้ม ความโกรธความอาฆาตพยาบาทจองเวรจองกรรม มันหายไปหมดเลย มีแต่สุขล้วนๆ ไม่มีทุกข์เลย

�� พอตาเห็นรูปสวยๆ ก็พอใจ เป็นกิเลสแล้วพอหูฟังเสียงไพเราะก็พอใจ ฟังเสียงไม่ดีก็ไม่ชอบใจอีก กิเลส พอใจ ไม่พอใจมันมาทีหลังเรา มาทำตีสนิททำตัวคุ้นเคยว่ามาเป็นเรา ว่าเรารัก เราชอบใจ เรายินดีเรายินร้าย พอนานๆ เข้ามันก็เลยมาฆ่าเราเพื่อนกินเพื่อนกัน เพื่อนรู้ไม่ทัน เพื่อนกันเอาไปกิน รู้ทันมันเอาครึ่ง รู้ไม่ถึงมันเอาหมด มันยึดรัฐประหารเสียเลย เราเลยหมดอำนาจ เขาเป็นใหญ่ ความโกรธ ความโลภ ความหลงเป็นใหญ่กว่าใจ ใจก็เลยเป็นลูกน้องเขาไปเลย อย่าฟังคำยุคำยงใดๆ ทั้งนั้น พระบรมศาสดาไม่ให้เชื่อความโกรธ ความโลภ ความหลง ความรักความชัง เพราะเขาจะมายึดอำนาจเราไม่เห็นมันจีรังยั่งยืนอะไร มันเกิดขึ้นชั่ววูบชั่วคราว มันก็หายไปเท่านั้น เราอดไว้เสียดีกว่า

�� วิบากของกรรมเป็นผู้ตกแต่ง ถ้าเราทำกรรมดี ก็ได้รูปสมประกอบชอบใจครบถ้วนบริบูรณ์ ถ้าเราทำกรรมไม่ดีเบียดเบียนทรมานสัตว์ วิบากของกรรมจะตกแต่งเราให้หูหนา ตาเหล่ แข้งขาติด ปากแหว่ง จมูกวิ่นพวกชอบกินเหล้าก็จะเกิดปัญญาอ่อน แต่ก็อย่าไปดูถูกกัน มนุษย์ผู้มีปัญญาดี มีเมตตากรุณา มีโอกาสควรช่วยอนุเคราะห์สงเคราะห์ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

�� ใจที่มันหยุดนึกหยุดคิด มันสบายจริงๆไม่มีเรื่องร้อนมาปรุงตัวเอง นั่งสบาย นอนสบาย เป็นเสรีเต็มตัว กิเลสมันปรุงออกไปมันร้อน พอเห็นหน้ามันมาก็รู้ทันทีพอแล้วๆ ตัวเองสอนตัวเอง รู้เท่าเอาทันอย่าให้มันปรุง

�� ราคะ กองไฟสุมหัวใจคน ผู้หญิงสมัยนี้แทบไม่นุ่งอะไรเลย ทำไปตามตัณหาของตนเพื่อยั่วยุให้ผู้อื่นลุ่มหลง ให้เกิดไฟตัณหาไอ้พวกที่มีความกำหนัดในรูปอยู่ ราคะก็ลุกฮือขึ้น เอาโดยตรงไม่ได้ก็เอาโดยอ้อมปลุกปล้ำทำชำเรา บางทีอาจมีถึงเสพสมให้กันดู เพราะความเสื่อมในใจมันมากทำไงจะเห็นเป็นเพียงซากกระดูกเขาเสพกันเขากอดกัน ความสกปรกโรคร้ายก็ออกมาให้เห็นอยู่ ประจำเดือนเหม็นคาวขนาดไหนให้พิจารณาดู

�� เมื่อได้อะไรมาก็ว่าของกูๆ ไม่ปล่อยไม่วางได้เลย กอดทุกข์อยู่นั้นแล้ว ปล่อยไม่ได้เลย

ถ : ความโกรธ กับความหลง อันไหนฆ่ายากกว่ากันครับ
ต : ความโกรธ ความโลภ มันสงบระงับได้ ส่วนความหลง เมื่อมันยังไม่สว่างแจ้ง รู้แจ้งโลกเสียก่อน มันยังหลงอยู่อย่างนั้นแหละหลงรัก หลงใคร่ หลงอยากได้ หลงยินดีหลงหาทั้งตาปี ไม่รู้เบื่อเชื่อตัณหาหลงรักจูบกอด ตาบอดใจบ้า เป็นข้าความรัก เหนื่อยหนักไม่รู้ อดสู้เสียเปล่าอย่าเดาความผิด อย่าคิดเบียนกัน

�� คนเราชอบขอพึ่งบารมีของครูบาอาจารย์ไม่รู้จักพึ่งตัวเอง ไม่ขัดเกลาตัวเอง ไม่ชำระตัวเองให้จิตใจสะอาดบริสุทธิ์จากราคะโทสะ โมหะ ครั้งหนึ่งญาติโยมกราบขอบารมีจากหลวงปู่ให้ช่วยเรื่องธุรกิจ หลวงปู่พูดเรียบๆ ว่า เราไม่มีบารมีอะไรเลย

�� จะเป็นพระ เณร อุบาสก อุบาสิกาที่ดีได้ต้องมี สติสัมปชัญญะ ระลึกได้อยู่เสมอรู้ตัวอยู่เสมอ ต้องฝึกให้ยิ่ง

�� บวชให้พ่อให้แม่ อย่าทำศีลของเราให้ขาดมันไม่ดี อย่าเห็นแก่ความสนุกสนาน กิเลสมันบังคับไปอย่างนั้นอย่างนี้ จะทำไปตามอำนาจกิเลสมันไม่ถูก อดกลั้นไว้บ้าง

�� ธรรมที่ทำให้งาม คือ
ขันติ ความอดกลั้น ทนทานไม่โกรธง่าย โสรัจจะ ความสงบเสงี่ยมเจียมตัว อ่อนน้อมสะอาดเรียบร้อยคนวู่วามทำตามใจตน เป็นคนโกรธง่ายขาดขันติไม่งามเลย คนเราถึงแม้หน้าตาจะดีแค่ไหน ให้แต่งตัวสวยๆ ใส่เครื่องประดับราคาแพงมากมายขนาดไหนก็ตามแต่ถ้าขาดความเสงี่ยมเจียมตัว หยิ่งยโสแข็งกระด้าง มีผู้ใหญ่นั่งอยู่ เวลาเดินผ่านไม่มีก้มศีรษะ เดินคอแข็งผ่านไปเฉยเลยดูงามไหมหล่ะ ดูไม่ได้เลย ไม่งามเลย
�� อย่ากินสมอยาก อย่าปากสมเคียด เป็น
คำที่หลวงปู่เตือนลูกศิษย์ลูกหาเสมอๆ

�� หลวงปู่มักนำโอวาทขององค์หลวงปู่มั่นภูริทัตโต มาตักเตือนลูกศิษย์ที่ปฏิบัติอุปัชฌายวัตรว่า “กินเข้าไปเต็มกระบุงแล้วมันก็ปรุงออกมา” คือ กินอารมณ์ อารมณ์รักก็กินได้ อารมณ์ชังก็กินได้ ยินดียินร้าย ดีใจ เสียใจ ร้องไห้ หัวเราะ เข้ามาอยู่ที่ใจเราหมด ถ้าเราปล่อยใจไปนึกไปคิดก็เรียกว่ากินอารมณ์ ไม่วางสักที มันปรุงมันแต่งอะไรออกมา ก็โดดไปตามมันไม่ได้อยู่สงบสงัดอะไร ถ้าอารมณ์มันเข้ามาให้ดูมัน ให้รู้มัน ว่ามันมาปรุงมาแต่งอะไรเรา พิจารณาใคร่ครวญว่ามันเป็นเราเป็นเขาจริงหรือ อย่างนี้เรียกว่า เฟ้น ไม่ได้กินอารมณ์ เฟ้นดูว่ามันมีประโยชน์หรือไม่มี อะไรดีก็ให้นำมาพิจารณาใคร่ครวญ อะไรไม่ดีก็ปล่อยไป

�� พ่อแม่ให้มรดกแก่เราแล้ว คือ ร่างกายนี้เราจะเอาไปเรียนไปทำมาหากินให้เจริญเท่าไรก็ได้ขึ้นอยู่กับเรา ยิ่งถ้าเราเอาจริงเอาจังกับการพิจารณาร่างกายนี้เอาจนแจ่มแจ้ง กระดูกจะกลายเป็นพระธาตุเราได้รับมรดกอันล้ำค่ามหาศาลจากพ่อจากแม่แล้ว จะได้มรรคผลนิพพานก็เพราะธาตุเหล่านี้ ถ้าเราไม่รู้จักคิดก็จะไปแก่งแย่งเอามรดกจากพ่อจากแม่อีก ถ้าท่านไม่ให้ก็โกรธ บางรายถึงกับฆ่าพ่อฆ่าแม่ก็มี

ถ : ก่อนตายควรนึกถึงอะไรดีคะหลวงปู่
ต: พุทธานุสติ ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าธัมมานุสติ ระลึกถึงคุณของพระธรรมสังฆานุสติ ระลึกถึงคุณของพระสงฆ์ สีลานุสติ ระลึกถึงความดีของศีลจาคานุสติ ระลึกถึงทานที่เราเคยทำให้เอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นเครื่องระลึกนึกถึงถ้าเวทนาไม่แก่กล้า เราก็กำหนดความรู้ของเราเฉยๆ ความรู้อยู่ที่หัวใจเรานั่นแหละ มีแต่รู้อันเดียวเท่านั้นที่จะช่วยเราได้ อย่างอื่นไม่มี ความรักก็ดี ความชังก็ดี ยินดี ยินร้ายเหล่านั้นช่วยเราไม่ได้ความรู้อย่าให้ลืม ให้มีสติทุกเมื่อ ให้กำหนดรู้อยู่ที่ลมหายใจ หายใจเข้า รู้หายใจออก รู้ เวทนาอย่างอื่นก็จะเบาไปๆเหมือนเรานอนหลับไปเฉยๆ อย่าได้ตายโดยความหลง ให้ตายด้วยความรู้เท่า

�� เรื่องที่แล้วไปแล้ว มันก็แล้วไปแล้ว จะเอามาคิดอะไรอีก ผ่านไปแล้ว อย่าเอามาคิดจิตจะฟุ้งซ่านขุ่นมัว

�� ถ้าหากคนเราประพฤติปฏิบัติตามธรรมะได้จริงแล้วสังคมจะไม่เดือดไม่ร้อน เหตุที่มีปัญหาอย่างโน้นอย่างนี้ เป็นเพราะว่าสังคมไม่ยอมรับนับถือและไม่ประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งคำสอนของพระบรมศาสดาหรือครูบาอาจารย์

�� ถ้าจิตใจเศร้าโศกไม่เบิกบานร่าเริงแล้วเสียมงคลไปหมด ใจอาภัพ แต่ถ้าจิตใจไม่เศร้าไม่โศก มีแต่ร่าเริงเกษมสำราญแล้วเป็นมงคลอย่างยิ่ง

�� อย่าลุอำนาจแก่ความโกรธเป็นอันขาดโกรธขึ้นแล้วมันมืดมิดปิดปัญญา จะเอาชนะอย่างเดียว ทั้งที่จริงมันแพ้ตัวเองแพ้ความโกรธของตัว ฆ่าความโกรธได้อยู่เป็นสุข เพราะฉะนั้นอย่าเอาความโกรธมาเป็นตัวของตัวเป็นอันขาดความโกรธมันหายเป็น แต่นรกมันหายไม่เป็นนะ

�� เย จิตตัง สัญญะเมสสันติ โมกขันติมารรัพพันธนา ถ้าจิตส่งออกไปนอก ส่งออกจากร่างจากกายไปตามรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ถูกบ่วงแห่งมาร มารตัวนี้ คือ ราคะ โทสะ โมหะ มันจะมัดมือมัดตีนมัดศอก ไปไม่ได้แล้ว มันจะผูกจะคล้องเราให้สร้างโลกต่อไป ให้อยู่กับรู้หายใจเข้า รู้ กำกับด้วยพุท หายใจออก รู้กำกับด้วยโธ เอาอยู่อย่างนี้ไม่ส่งไปทางอื่น

�� ธรรมดาคนหลงทั้งหลายเขาไม่เคยพอมีหนึ่งมีสองแล้วเขายังหาเอาใหม่ต่อไปอีกเรียกว่าคนโลภมาก โลภในกาม ไม่รู้จักเบื่อจักหน่าย เมื่อไหร่ที่มันเบื่อมันหน่ายจะรู้จักเองหรอก โอ! มันทุกข์ขนาดนี้หนอ

�� ผู้ชายก็มีผู้หญิงเป็นมาร ผู้หญิงก็มีผู้ชายเป็นมาร หากไปติดเขาแล้วก็ข้องอยู่อย่างนั้นแหละ ไปไหนไม่ได้ ติดแล้วก็อาสาขอให้เขามาอยู่ด้วย อาสาทำงานทำนาเลี้ยงเรียกว่าเป็นควายไถนาให้เขา ไม่ใช่ควายตัวออกหน้านะ ควายตัวขับหางไถนี่สำคัญจริงๆ มันหากองทุกข์ใส่ตัวเองนั้นแหละ

�� แต่งงานแล้วมันสุขหรือทุกข์ มันทุกข์หนักจริงๆ สุขนิดเดียวเอง อุ้มท้องก็ลำบากแสนสาหัส พอคลอดลูกก็แทบล้มแทบตายไปสร้างโลกเรียกว่าสร้างกองทุกข์

�� ต้องพิจารณาให้เห็นทุกข์ในโลก เห็นโทษของกามเสียก่อน จึงอยู่สบายในพรหมจรรย์

�� มัวแต่พูดสอนคนอื่น ตัวเองยังสงสัยอยู่เลย ยังไม่สิ้นอาสวะ ไม่ดีเท่าไรหรอก

�� มีสุขอยู่ที่ไหน มีทุกข์อยู่ที่นั่น หาสุขจากกาม หาสุขในโลก จะได้มาจากไหน มันคือการหาสุขในทุกข์ สุขไม่มี ตัวของเราไม่มีในนั้น

�� การออกบวชได้ตลอดชีวิต นี่ดีเป็นบารมี
ได้ออกจากกาม ออกจากรูป เสียง กลิ่น
รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ที่มันมายั่วยุ
เราหนีออกจากมันซะปลอดโปร่งดี ได้กิน
ก็กินไปวันๆ ได้อยู่ก็อยู่ไปวันๆ ไม่มี
พันธทัยทางไหนเลย ไม่สะสมกองกิเลส
ใดๆ ทั้งสิ้น จะได้รับความสุข สุขหนอๆ

�� การทำความเพียรอย่าหลอกตัวเอง ให้เอาจริงเอาจังกับมัน ว่าจะตั้งก็ต้องตั้งสิว่าจะกำหนดก็ต้องกำหนดสิ ให้สติมันแก่กล้า ทำสัมปชัญญะให้มันแจ้ง

�� เห็นคนอื่นเห็นสัตว์อื่นมีความสุข เราผู้นั่งดูก็สุขด้วย

�� ลูกศิษย์ทั้งหลาย ถ้าฝ่าฝืนครูบาอาจารย์ไม่ทำตามที่ครูบาอาจารย์ท่านสั่งท่านสอนเป็นคนหัวดื้อ หัวรั้น มีแต่จะเสื่อม แต่ถ้าไม่ฝ่าไม่ฝืน ทำตามทุกอย่าง ก็เรียกว่าเป็นคนว่าง่าย สอนง่าย ย่อมเจริญ

�� หลวงปู่มักนำข้อคิดของคนโบราณมาเตือนว่า ทำดีไว้ให้ลูก ทำถูกไว้ให้หลานพัฒนาการไว้ให้ชาติบ้านเมือง
�� ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนาเป็นเครื่องชำระจิตใจให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ที่เราทำกันนั้นมีความหมาย ถ้าทำแล้วกำจัดกิเลสของตัวได้เป็นการดี แต่ถ้าทำแล้วกำจัดไม่ได้ก็ชื่อว่ามาทำเล่นๆ ไม่ดี

�� ให้พากันรักษาศีลเด้อ ถ้าไม่มีศีลก็เรียกได้ว่าจิตใจยังสกปรกอยู่ ศีลเป็นเครื่องมือสำหรับกำจัดกิเลสได้อย่างดี คนที่มีศีลแล้วไม่สามารถทำบาปทำกรรมได้

�� วิธีวางจิตก่อนตาย ให้ปล่อยวางธาตุขันธ์ให้วางตั้งแต่ยังรู้ตัวอยู่นี่แหละดี อย่าไปโวยวายกับธาตุ ธาตุจะแตกจะดับก็เรื่องของมัน แต่ใจเราไม่ได้ดับ ใจเรารู้อยู่ความโวยวาย มันอุปาทานขันธ์ ถ้าวางอุปาทานเสียได้ ไม่ยึดถือขันธ์เสียแล้วมีแต่ใจดวงเดียว ไม่ยึดใครถือใคร ใช้ได้

�� อบรมตนเองให้รู้จักข้อวัตรปฏิบัติ ให้รู้จักผิดชอบชั่วดี อะไรที่มันผิดเราก็จะต้องพยายามละ ไม่ทำตามความคิดฝ่ายต่ำของตัวเอง ทำแต่คุณงามความดี

�� พวกเราจงเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าที่ซื่อสัตย์สุจริต อย่าเป็นผู้ทุจริตไม่ซื่อสัตย์ทำความเพียรไปเถอะ จะตรัสรู้ช้าหรือเร็วอยู่ที่ข้อวัตรปฏิบัติของเราเอง ทำอะไรให้ทำเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา

�� ดูตัวเองสิปัญญาเรามีไหม เราพิจารณาได้ไหม ทำอย่างนี้จะเจริญจริงไหม ทำอย่างนี้จะเสื่อมไหม พิจารณาไตร่ตรองด้วยปัญญาอันชาญฉลาดของตนเองดู

�� เราไม่เก็บ ไม่กำ ไม่กอบ ไม่โกย ไม่โกง ไม่กิน ไม่เอาเปรียบผู้ใดเลย แต่ถ้าเราเก็บ กำ กอบ โกย โกง กิน ตัวเองก็มีแต่จะเสื่อม หมดสง่าราศี

�� เรื่องของสังขารมันเป็นอยู่อย่างนี้ ใจเรามาอุปาทาน มายึดมาถือมัน เลยเป็นทุกข์ มีครอบครัวมันก็สมมติกันขึ้นมาหรอก เอาทุกข์มาใส่เราต่างหาก ถ้าไม่มีอะไรเลยเราจะสบายกว่านี้ เราแทบเป็นบ้าเป็นบอก็เพราะห่วงเขารักเขา มันเป็นทุกข์ ไปห่วงมันทำไม ไปหาหอบหาพายกับของไม่เป็นตนเป็นตัวอะไรเลยสังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ ก่อเกิดแล้วกลับกลาย ดุจฟองแห่งน้ำหมาย (ฟองน้ำที่เกิดเมื่อฝนตกกระทบน้ำ) ฟองแตกดับวับกระเด็น

�� เครื่องประดับใดๆ ในโลก ก็สู้ธรรมะไม่ได้ถ้ามีธรรมะประดับใจตนแล้ว ย่อมเป็นผู้เจริญรุ่งเรืองแน่นอน

�� ฆราวาสธรรมมี ๔ ข้อ สัจจะ ทโม ฐิติ จาโค
o สัจจะ ความซื่อสัตย์จริงใจต่อกัน
o ทโม รู้จักข่มใจตนเอง เมื่อประสบกับอารมณ์อันไม่พึงปรารถนา
o ฐิติ ขันติ ความอดทนอดกลั้น
o จาโค การเสียสละเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผู้อื่น
หากบุคคลใดมีฆราวาสธรรมครบทั้ง ๔ ข้อแล้ว ทำมาค้าขึ้นซื้อง่ายขายคล่อง เทวดานิยมชมชอบคอยดูแลช่วยเหลือ ทำน้อยๆก็ได้มามาก หากไม่มีฆราวาสธรรม แม้ทำแทบแย่ แต่ก็ได้มานิดเดียว เฮ็ดเพียงตีนมันก็ขึ้นมาเพียงตา เฮ็ดเพียงตามันก็ได้มาเพียงตีน

�� ผู้ปฏิบัติต้องฝึกหัดสติกันทั้งนั้นแหละ

�� อย่าปล่อยสติให้มันเป็นไปตามความชอบใจของมันเอง ทำอะไรก็ให้มีสติทำข้อวัตรปฏิบัติอะไรก็ให้มีสติอยู่เสมอจับแก้วก็ให้มีสติ จะวางตรงไหนก็ให้มีสติถ้าไม่มีสติ เวลาวางเสียงจะดัง ข้าวของอาจเสียหายได้ ผู้ที่ไม่ปล่อยสติให้เลินเล่อดูแล้วงาม

�� คนโบราณสอนไว้แต่ปางก่อนว่า อัศจรรย์ใจโอ้โสนในหนองน้ำสิเกิดเป็นไม้แก่นพร้ากะสิป่านขวานกะสิเป้เพย่อนแก่นโสน ต้นดอกโสนเป็นไม้อ่อนใจกลางลำต้นลู่ลม เปรียบดังคนหรือพระที่เคยอ่อนน้อมถ่อมตน พอนานๆ ไปกลับแข็งกระด้างไม่ลงใคร แม้มีดขวานก็บิ่นเมื่อไปฟาดฟัน เพราะความแข็งกระด้างของคนเหล่านั้น มีทิฐิมานะมาก ดื้อรั้นดันทุรังไม่ฟังใคร ย่อมมีแต่ความเสื่อม

�� ฟังเทศน์ถ้ามีสมาธิในการฟังชื่อว่าเคารพแล้ว อย่าเอาใจส่งไปไร่นาไปที่ไหน ให้ใจอยู่กับเนื้อกับตัว ได้ยินอยู่ที่หู รู้อยู่ที่ใจใช้วิจารณญาณอยู่ในตัว คบคิดเนื้อหาอยู่กับตัวนั่นแล เรียกว่าได้ความเคารพ

�� ของกินดีอย่าสะแพงเมือหน้า ผ้าผืนกว้างอย่าเผื่อไว้ห่มผัวลุนเด้อ ของกินบ่กินมันสะเน่า ของเก่าบ่เล่ามันสะลืมเด้อต้องอย่าหวงแหนอย่าเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวเก็บกักไว้ ไม่เป็นประโยชน์อย่าสะหวงแหนไว้ในใจขี้ตระหนี่ ให้มีใจแผ่กว้างให้แก่ฝูงลุงและป้า อาวอาเพิ่นจั่งหล่ำเฮาแหล๋ว ผู้มีใจแผ่กว้างญาติและมิตรต่างรักใคร่เมตตา เวลาเจ็บป่วยมีแต่คนอยากดูแล ถ้าเป็นคนขี้ตระหนี่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้

�� เห็นเงินหน้าดำ เห็นคำหน้าเศร้าเห็นข้าวตาโต พาโลอยากได้เป็นคำที่หลวงปู่มักนำมาเตือนพระเณรไม่ให้ตกเป็นทาสของความโลภ

�� หลวงปู่มักเตือนพระเณรเสมอๆ บวชเล่นบวชลอง บวชครองประเพณี บวชหนีสงสารบวชผลาญข้าวสุก บวชสนุกเฮฮา บวชหาแต่ลาภ ให้พิจารณาตัวเองบวชแบบไหน

�� มีโยมกราบเรียนหลวงปู่ว่า ช่วงนี้หนูเครียดมากขายของไม่ได้เลยค่ะ หลวงปู่เมตตาว่า อย่าไปเครียด ถ้าเครียดแล้วทรัพย์สมบัติเข้าไม่ได้ ถ้าทำใจสบายๆไม่เครียดไม่กังวล ทรัพย์สมบัติจึงไหลเข้ามาได้ทุกทิศทุกทาง

�� โกรธเขาเราทุกข์เองนั่นแล ถ้าไม่โกรธก็ไม่ทุกข์ สบาย ฆ่าความโกรธได้อยู่เป็นสุข เราจะชนะความโกรธของเขาด้วยความไม่โกรธของเรา

�� ไม่เผลอ ไม่หลง ไม่ส่ง ไม่ส่าย ไม่วุ่น ไม่วายกับเรื่องใดๆ ทั้งนั้น ก็สบายแฮอยู่อย่างนั้น ... สบาย

�� กินหลายบ่หายอยาก (รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส) นอนมากบ่รู้ตื่น รักคนอื่นกว่ารักตัว สิ่งควรกลัวกลับกล้า (ราคะ โทสะ โมหะ) ของสั้นสำคัญว่ายาว (ชีวิต)

�� รู้ ดวงเดียวเท่านั้นเป็นหนทางตรัสรู้ รู้ๆๆ รู้แจ๋วอยู่อย่างนั้น แล้วแต่สังขารมันจะเป็นไป แต่ใจเราหลุดออกจากสังขารแล้วอุปาทานความยึดถือไม่มีแล้ว สักแต่ว่าอาศัยกันเฉยๆ เจ้าจะหลุดไปเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นแหละ ไม่ห่วง

�� รักษาเนื้อรักษาตัวให้มันแข็งแรงเอาไว้ทำงานเพื่อเลี้ยงตัวเอง เลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ทำงานเพื่อตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ ถ้าเราไม่มีโอกาสได้บวชเรียนเขียนอ่าน ก็ให้จำศีลภาวนา ทำบุญอุทิศให้พ่อแม่เราอย่างนั้นแหละผู้เจริญ มาตาปิตุ อุปัฏฐานังการบำรุงดูแลพ่อแม่เป็นมงคลชีวิต

�� ถ้ามีศรัทธาความเชื่อมั่นแล้ว ทำให้ไม่ลำบากในการบำเพ็ญกุศล เพราะไม่มีสิ่งมากีดขวาง

� สัปปายะ ๕ ได้แก่
อาหารเป็นที่สบาย
อากาศเป็นที่สบาย
เสนาสนะเป็นที่สบาย
บุคคลเป็นที่สบาย
ธรรมะเป็นที่สบาย
ท่านว่าอยู่ได้ มีโอกาสเจริญจิตภาวนาไปได้สะดวก

�� เมื่อใจสงบลงไปแล้ว จะเห็นบาปเป็นบาปเห็นบุญเป็นบุญ

�� ถ้าจะสึก ตัวเป็นโยมแต่ใจเป็นพระได้ไหมมักน้อย ไม่แสวงหา ไม่แต่งตัว ไม่ห่วงหล่อห่วงสวย ถ้าไม่ได้ก็อยู่อย่างนี้ดีกว่า

�� การนั่งสมาธิ ให้ไหว้พระสวดมนต์ก่อนแล้วอธิษฐานว่า ข้าพเจ้านั่งสมาธิเพื่อปฏิบัติบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์และครูบาอาจารย์ ขอให้จิตของข้าพเจ้าจงสงบเยือกเย็นเป็นสมาธิ ณ กาลบัดนี้วางมือลง กล่าวพุทโธ ธัมโม สังโฆ ๓ จบแล้วให้รู้ลมหายใจ หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ อย่าให้คิดทางอื่น อยู่กับอารมณ์นี้เท่านั้น นั่งให้ได้นานๆ ถึงลืมร่างลืมกายเกิดความรู้อยู่ที่ใจ ลมหายใจจะอ่อนไปๆจนไม่มีลมหายใจ เป็นความวาบไปเฉยๆวาบเข้าวาบออกอยู่อย่างนั้น มันจะเป็นเองของมัน พอหนักเข้าจะรู้สึกกายเป็นเหมือนร่างแห ลมพัดผ่านไปเลย ใจมันว่าง มันเบา อยู่อย่างนี้ไม่เผลอ ดูความสงบ ไม่คิดอย่างอื่น เรียกว่าภาวนาเป็นแล้วรวมแล้ว ถ้าปฏิบัติจริงปฏิบัติจังหลุดพ้นไปหลายแล้ว พ้นจากอาสาวะกิเลส ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกแล้ว

�� จิตเอ๋ยจิตเขลา นอนในกายเน่า เฝ้าสมบัติดิน กินอสุจิ ตริไม่เห็นเลย หลงเชยชมงาม เดินตามทางรก หมุ่นหมกไม่รู้ อดสู้เสียเปล่า อย่าเดาความผิดอย่าคิดเบียนกัน อย่าดันทุรัง กินอสุจิคือกินน้ำลาย มีน้ำลายจึงอร่อย ถ้าไม่มีน้ำลายไม่อร่อย ตริไม่เห็นเลยคือไม่เห็นความเป็นจริง กายของเรามันเน่ามันเหม็น ถ้าไม่เชื่อก็ลองตดออกมาดมว่ามันเหม็นแค่ไหน มันหมักหมมอาหารในกายไว้อย่างไร ยังไม่ตายก็เหม็นแล้ว ถ้าตายแล้วจะเหม็นแค่ไหน ยังจะติดอยู่หรือ

�� ถ้าตัดกิเลสตายคลายกิเลสหลุดถึงวิมุตติมรรคผลนิพพานก็ไม่เวียนมาเกี่ยวข้องกับโลกเขาอีกแล้ว ไม่มีความยินดีใน รูปเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์เฉยๆ ไปหมดทุกอย่าง วางไปหมดทุกอย่างเรียกว่าวางได้แล้ว หลุดพ้น ไม่มีอะไรแปดเปื้อนอีกแล้ว อะไรมาหลอกไม่ได้อีกแล้ว อาสวะไม่มาเกี่ยวข้องได้ราคะ โทสะ โมหะไม่มาเกี่ยวข้องก็สบายครูบาอาจารย์เพิ่นไปอย่างนี้ ดับหมดทุกอย่าง เหมือนดังเมล็ดถั่วที่เอามาคั่วจนแห้งแล้ว เอาไปหว่านที่ไหนก็ไม่เกิด ถ้าเราคั่วจิตให้มันแห้งแล้ว หมดแล้วจากอาสวะกิเลสไม่มีเชื้อแล้ว มันก็ไม่ต้องเกิดอีกแล้ว

�� เวลาภาวนา ต้องไม่มีตัวไม่มีตนไม่มีอะไรเป็นอาการว่างไปหมด แต่ความรู้ไม่ว่างให้ย้อนเข้ามาพิจารณาธรรมะว่า เราตกอยู่ในกองทุกขัง อนิจจัง อนัตตา เราเป็นผู้รู้ผู้เดียว แม้ที่สุดก็ไม่มีเราในรู้นั้น ไม่ยึดมั่นยึดถืออะไรอีก วางหมด มันเบาไม่หนักแล้วบันทึกธรรมจากหลวงปู่

�� หลวงปู่มักยกคำหลวงปู่มั่นมาเตือนพระเณรว่า ลิงคะลิงคัง ลิงติดตัง ติดหนังนารีผู้หญิงติดหนังผู้ชายๆก็ติดหนังผู้หญิงไม่รู้จักเบื่อไม่รู้จักหน่าย อย่าได้ติดเลยต้องพิจารณาให้มันเบื่อให้มันหน่าย ให้รอดจากโอฆะให้ได้ กามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ ที่ทำให้เราต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในห้วงมหรรณพไปอีกกี่ภพกี่ชาตินับไม่ถ้วน ดังนั้นเราต้องเพียรมีสติกำกับตัวเอาไว้เสมอ ถ้าสติแก่กล้าก็สามารถข้ามโอฆะได้ แต่ถ้าขาดสติก็จะหลงรัก หลงใคร่ หลงอยากได้หลงยินดี หลงหาทั้งตาปี ไม่รู้เบื่อเชื่อตัณหา พิจารณาให้เห็นอสุภะอสุภังให้ชัดแจ้งไป ให้สิ้นสงสัยก็สบาย

�� เวลานอนให้กราบพระ แล้วนอนภาวนาหายใจเข้า รู้ กำหนดพุท หายใจออก รู้กำหนดโธ เอาอยู่แต่กับอารมณ์อันนี้เวลาละเอียดแนบเนียนเข้าไป เอาจนแข้ง ขา ตีน มือหายไม่รู้สึก ตัวหายแต่ความรู้ไม่หาย รู้ที่หัวใจอย่างเดียวเข้าภวังค์หลับไปเลย พอตื่นก็ทำความเพียรต่อไป ตื่นก็ให้รู้ ให้รู้อยู่ตลอด ใจมีสภาพรู้อย่างเดียว อารมณ์อะไรเกิดขึ้นมา เฉยๆไว้เดี๋ยวก็ดับไปเอง มันไม่ใช่เราหรอก ให้รู้เท่าอย่างนี้ไว้มันก็ไม่เลยเถิดไป ต้องมีสติ มีสัมปชัญญะ รู้ตัวอยู่เสมอ ไม่ทำนอกรีต นอกรอย ไม่ออกจากกรอบ

�� ความโมโหพาตัวตกต่ำ อย่าไปโมโหโกรธผู้อื่นมันเป็นไฟ มันจะไหม้หัวใจเจ้าของเอง ถ้าเขาไม่ดีมันเป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา

�� ต้องตั้งใจรักษาศีลโดยเจตนา ไม่ใช่เล่นๆ บางคนที่บอกกำลังรักษาศีลอยู่ ปากกำลังรักษาศีล แต่ฝ่าฝืนซะแล้วยังพูดไม่จบเลยตบยุงตายซะแล้ว ดังนั้นปากว่าศีล หัวใจก็ต้องมีความตั้งใจจริงๆด้วย

�� ทำทานแล้วต้องรักษาศีลด้วย เหมือนเอาถ้วยชามมาใส่ของ ใส่อย่างเดียว ไม่ล้างถ้วยล้างชาม ก็ไม่น่าใช้

�� นัตถิ สันติ ปรมัง สุขัง สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี ทำใจให้เป็นไปอย่างนั้นเด้อ

�� พิจารณาให้เห็นความเป็นจริง ให้เบื่อหน่ายคลายกำหนัด กินข้าวอยู่ทุกวันกินไปให้พออยู่ได้เฉยๆ แต่ถ้าพิจารณาให้ถ่องแท้แทบจะกลืนไม่ลง ที่มันอร่อยเพราะน้ำลายของเราออกมาผสม เคี้ยวแล้วก็กลืนเอาน้ำลายตัวเองเข้าไป เวลากัดลิ้นเจ้าของ เลือดออกมาก็เคี้ยวกลืนไป พิจารณาอย่างนี้ ไม่ใช่พิจารณาสวยพิจารณางาม พิจารณาอย่างนั้นเป็นกามกิเลส ติดในรูป ติดในเสียง ติดในกลิ่นติดในรส ติดในโผฏฐัพพะ ติดธรรมารมณ์ติดกันอยู่แค่นี้แหละ

�� เผลอๆ หลงๆ ลืมๆ ขาดสติ แล้วจะเอาปัญญาที่ไหน ปัญญาไม่เกิด ปัญญาจะเกิดต้องอยู่ด้วยความนิ่งเสียก่อน เหมือนดั่งน้ำนิ่ง ถ้าน้ำมันกระเพื่อมอยู่ มันก็ดูเงาตัวเองไม่ได้ไม่ชัด จะดูอะไรๆ ก็ไม่ชัดแม้ธรรมะก็คิดปรุงไปหมด เป็นวิปลาสคลาดเคลื่อนไม่เป็นของจริง ต้องให้มันนิ่งก็ดูเงาได้ชัดเจน ฉันใดถ้าใจเราไม่จดจ่อดูอะไรก็ไม่ชัด ถ้าใจนิ่งเห็นอะไรๆ ชัด เห็นสังขารตามความจริง มีโอกาสสิ้นสงสัย

�� ขันธ์ทั้งห้าเป็นภาระอันหนัก ต้องรู้จักวางรู้จักเฉยซะ หากวางได้ จะเบากายเบาใจอย่างยิ่ง

�� หลวงปู่แจกกำไลให้ญาติโยม หลวงปู่เมตตาเตือนสติ บางคนชอบเหล่ บางคนไม่พอพอไม่เป็น จะเอามาก ๆ เก็บไว้แต่ตัวคนเดียวถึงได้ของดีขนาดไหนมาไว้ มันก็ไม่ดี มันดีอยู่ที่การละ การวาง การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไม่มีผิดใจเลย ไม่มีคิดอาฆาตมาดร้ายพยาบาทจองเวรผู้ใดเลย เรียกว่าเป็นผู้มีอุเบกขาของดีอยู่ตรงนั้น

�� ถ้าท่านรู้ตัวท่านดีว่าท่านไม่ได้ผิด ก็ไม่ต้องเกรงกลัวอะไรทั้งนั้น ไม่เห็นจะต้องหวั่นไหวอะไรเลย ต่อให้คนทั้งโลกจะชี้หน้าว่าผิดแม้ตัวผมเอง (หลวงปู่ชี้นิ้วเข้าหาหลวงปู่) ก็ไม่ต้องหวั่นไหว

ถ. ปฏิบัติธรรมอย่างไรให้พ้นทุกข์คะ
ต. ก็วางเฉย เฉยไว้มันจึงไม่ทุกข์ ถ้าไปยึดถือทุกอย่าง มันก็ทุกข์ วาง...มันจึงไม่ทุกข์อุเบกขา

�� ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร ทำอย่างไรกับเราอย่าหวั่นไหว เฉยไว้ก็ดีเองๆ

�� เห็นธรรมคือเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาทำอย่างไรเราจะพ้นจากกองทุกข์ เห็นว่าของทุกอย่างไม่ใช่เรา เป็นอนัตตา แม้ร่างกายที่อยู่ร่วมกันก็ไม่ใช่เราเลย มันอยากเจ็บมันก็เจ็บ มันอยากแก่มันก็แก่ มันอยากตายมันก็ตาย ห้ามมันไม่ฟัง ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นไม่กลัวตาย ตายเมื่อไรช่างมัน ทำความดี... ดีกว่า

-------------------------------------------------

หนังสือ บันทึกธรรมจากหลวงปู่
พระราชญาณวิสุทธิโสภณ (หลวงปู่ท่อน ญาณธโร)
รวบรวมบันทึก ดำเนินการจัดพิมพ์เป็นธรรมทาน
โดย พระสุทธิพันธิ์ สุทธิมโน และศิษยานุศิษย์
พิมพ์ครั้งแรก เมษายน ๒๕๕๑
จำนวน ๖,๐๐๐ เล่ม
พิมพ์ที่: ศิลป์สยามบรรจุภัณฑ์และการพิมพ์ จำกัด
๔๙ หมู่ ๑ เพชรเกษม ๖๙ หนองแขม
กทม. ๑๐๑๖๐ โทร. ๐๒-๔๔๔๔-๓๓๕๑-๙
หลวงปู่ท่อน ญาณธโร